| Fontong's profilekumiko IshimaruPhotosBlogLists | Help |
|
July 28 Fast 5 Diet ผอมได้โดยไม่ต้องพึ่งยามาเล่าเรื่องของ Fast 5 Diet ให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันกับเรานะ
น้ำฝนเริ่มทำ Fast 5 Diet มา 2 อาทิตย์แล้วค่ะ หลักการของมันก็คือ "กินเท่าไหร่ก็ได้ กี่มื้อก็ได้ ภายใน 5 ชั่วโมง เพื่อให้กระเพาะอาหารเราพัก 19 ชั่วโมง...ก็ 1 วัน = 24 ชั่วโมง นั่นคือเราห้ามกินอะไรที่มีแคลอรี่เลย ตลอดเวลาที่นอกเหนือ 5 ชั่วโมงนั้นหรือที่เขาเรียกว่า Eating Window "
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า มันไม่ใช่สักแต่จะกินๆ นะคะ ก่อนอื่นเราต้องมีการ adjustment หรือปรับสภาพร่างกายก่อน ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเครียดและ YoYo กันต่อมาจ้ะ การลดน้ำหนักแบบนี้ มันไม่ได้ผลในทันที แต่ว่า มันมีผลระยะยาว น้ำฝนว่า มันมีผลต่อวิถีการกินของเราด้วยนะ อย่างตัวน้ำฝนเอง เป็นคนชอบกินจุกจิก การกิน Fast 5 Diet ทำให้น้ำฝนกินแล้วจบได้ ไม่กินต่อยืดยาวจุกจิกไปมา ไม่จบไม่สิ้น จนทำให้น้ำหนักขึ้นเอาขึ้นเอา เวลาที่น้ำฝนเลือกไว้ก็คือ 17.00-22.00 น. ตามกลักสูตรดั้งเดิมของเขาเป๊ะ แต่บอกไว้นิดนึงว่า น้ำฝนแอบ adapt นิดนึงอ้ะนะ เพราะว่า ใจไม่ถึงพอ กลัวตบะแตกแล้วสุดท้ายต้องมานั่งนับ 1 ใหม่ ก็คือว่า...ตามสูตรจริงเขาให้ปรับทีละ 1/2-1 ชั่วโมง โดยการขยับมื้ออาหารของเราออกไปเรื่อยๆ เช่น ปกติ น้ำฝนกินข้าวเช้า 9 โมง ก็ขยับไปเรื่อยๆ Period แรก เขาให้จบที่เที่ยงหรือบ่ายโมง ซึ่งมันก็คือ เวลาอาหารกลางวันของเรานั่นเอง ต่อมาเราก็ขยับมื้อแรกที่มันชนกับมื่อเที่ยงออกไป ที่ละ 1/2-1 ชั่วโมงเหมือนเดิม ไปจนถึงช่วงเวลา Eating Window ของเรา...ซึ่งก็คือ 5 โมงเย็น และพอถึงจุดนั้น เราก็ไม่มีอาหารมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็นอีกต่อไป แต่มีเพียง มื้อแรกและช่วงเวลาเดียวของวันที่จะใช้กินอาหาร...แต่อย่างที่บอก น้ำฝนใจไม่ถึงพอ แบบว่า ขอพักที่ บ่ายโมง(มื้อกลางวัน )กับมื้อเย็น ไว้ก่อน ยังไม่ขอขยับไป บ่าย 2-3-4-5 เพราะแค่เที่ยงก็เริ่มมารมาผจญเสียแล้ว กลิ่นอาหารที่โชยมาเวลาเพื่อนร่วมงานอุ่นอาหารของเขา มันช่างยั่วยวนจิตเราเสียนี่กระไร แต่ไม่ได้ๆ เราต้องข่มจิตใจเอาไว้ ท่องไว้เพื่อความผอมเพรียว...
แต่เห็นอย่างนี้ มันได้ผลนะ adjustment ของน้ำฝน คือ ปรับมาเป็น บ่ายโมงใช่ม้า แต่เราก็ไม่ได้กินเพิ่มจากเดิม ทั้งๆที่เรารวบมื้อเช้ามาเป็นเวลาเดียวกับเที่ยงแล้วก็ตาม แล้วน้ำหนักก็ลดลงด้วยนะ ประมาณ 1-2 กิโลได้ล่ะ จากก่อนไปทำงานที่ EQHO น้ำหนักพุ่งขึ้นน่าจะประมาณ 57-58 ได้แล้วล่ะ แต่ตอนนี้ ลดมาเหลือ 56 แล้วนะ เดี๋ยวคงจะลดลงไปได้อีก (หวังว่านะ อิอิ) อืม ส่วนตัวน้ำฝนตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 49-50 กิโล นี่คือน้ำหนักเรานะ ไม่ใช่ ลดลง อิอิ จะว่าไปก็เป็นภารกิจที่หนักหนาเหมือนกันนะ แต่ที่น้ำฝนเลือกที่จะลองวิธีนี้ ก็เพราะเคยมีคนลดลงได้ถึง 8 กิโลต่อเดือน ทั้งๆที่น้ำฝนเอง เคยลดอย่างมากแล้วนะ สัปดาห์ละ 1 กิโล เดือนนึงก็ประมาณ 4 กิโลได้ ไม่อยากบอกเลยว่า กินยาลดความอ้วนถึงได้ลดเยอะขนาดนั้นนะ แต่อาทิตย์หน้านี้ก็จะต้องเป็นการ adjustment ลัปดาห์ต่อมาแล้วล่ะ พร้อมไม่พร้อมยังไงก็ต้องทำ เพราะเป็นกำหนดที่น้ำฝนตั้งเอาไว้แล้ว ผ่อนผันมาก็ 1 อาทิตย์แล้ว...แต่สัญญานะ ว่าจะไม่หักโหม เพราะช่วงนี้ร่างกายไม่สมบูรณ์เท่าไหร่อ้ะ ...แบบว่า วันนี้ก็ไปหาหมอมา...หมอผู้หญิงๆอ้ะค่ะ ไม่ใช่เพราะว่า กิน Fast 5 นะ แต่เพราะร่างกายมันมีปัญหามาระยะนึงแล้ว ไม่มีเวลาไปหาสักที...ก็ไม่เชิงว่าไม่มีเวลานะ เรื่องของเรื่องก็คือ กลัวด้วยล่ะ กลัวหมอดุ กลัวเป็นช็อกโกแล็ตซีส(เนื้อเยื่อโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรืออะไรประมาณเนี้ย) หรืออะไรที่มันร้ายแรง กลัวว่าอาจจะต้องผ่าตัด เสียงานเสียการ กลัวไปหมดเลยอ้ะ...แต่สุดท้ายก็ไปหาจนได้ แล้วก็พบว่า อาการของน้ำฝนคือ รังไข่ทำงานผิดปกติ หมอเลยฮอร์โมนมากิน...ก็ดีนะที่หมอใช้ชื่อว่า ฮอร์โมนตัวที่ 1 ฮอร์โมนตัวที่ 2 ไม่งั้นนะ น้ำฝนต้องคิดว่า ตัวเองเป็นกระเทยหรือไม่ก็ผู้หญิงวัยทองแน่เลยอ้ะ ต้องกินฮอร์โมนช่วยให้ร่างกายมันสมดุลอะไรแบบเนี้ย เฮอๆ
คิดแล้วก็เศร้า แต่ขำก็ขำ เอ๊ะ เอาไงดีหว่าเรา ชักเริ่มสับสน...สงสัยต้องไปจูนสมองใหม่แล้วล่ะ อิอิ
July 25 เล่าย้อนหลัง...THE เซ็งเป็ด DAYย้อนหลังไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ขอบอกวันแล้วกันนะ อ่านๆไปเดี๋ยวก็รู้เองล่ะว่ามันคือวันอะไร...มันก็คือ วันเซ็งเป็ดของเราอ้ะ...
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
วันนั้น เราไปทำงานเอง เพราะพี่ข้างบ้านที่ปกติเราจะนั่งรถไปหมอชิตกับเขาเกิดติดธุระ เราเลยต้องไปเอง...รถแน่นมั่กๆ ขอบอก (ดอกที่1)
เวลา 8.00 นาฬิกา เพลงชาติดังขึ้น...อย่าหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ เราเห็นคนใส่เสื้อเหลือง เดินกันขวักไขว่ ไม่สนใจสิ่งรอบข้างรวมถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องไปยังคนเหล่านั้น คงคิดเหมือนเราล่ะว่า ที่ใส่เสื้อเหลืองเนี่ย เพราะรักในหลวงจริงๆ หรือเพราะว่ามันเป็นแฟชั่นกันแน่ (ดอกที่2)
ณ ที่ทำงาน... โดนดุค่า จากปกติไม่เคยเลย...ให้ตาย...พับผ่าสิ...โดนดุด้วยเรื่อิงรองเท้าสลิปเปอร์...น้องฝนคะ คือ...มันผิดระเบียบค่ะ ใส่ไม่ได้นะคะ ในใจเราก็คิด แปลกนะ ที่อื่นๆเขามีแต่ใส่ไปเถอะ สลิปเปอร์น่ะ เพราะมันเป็นรองเท้าใส่ในบ้าน ใน office แต่เอาเถอะ เขาบอกมา เราก็ต้องทำตาม (ดอกที่3)
ก่อนกลับบ้าน ฝนตั้งเค้า ดำทะมึนมาเชียว ไม่ได้เอาร่มมาด้วย ทำไงดีล่ะเนี่ย...
ลงลิฟท์มาจากชั้น 20...ติ๊ง...Ground Floor ฝนตกค่า แอบเห็นอยู๋ไกลๆ ฮั่นแน่ ไฟข้ามถนนยังแดงอยู่ คอยในตึกก่อนแล้วกัน ว่าแล้ว เราก็...ไปซื้อขนมใต้ตึกที่ทำงาน
ยืนเลือกอยู่ไม่นานเท่าไหร่ เดินวนประมาณ 1-2 รอบได้ ก็หยิบขนมเมอแรงค์มาจ่ายตังค์ไป เดินออกมา อุ้ย ไฟยังแดงอยู่เลย เฮ้อ เดินไปถึงแยกก็พอดี เดี๋ยวมันก็เขียวน่า...
เมื่อไปถึง...มันไม่ยอมเขียวสักที...ผนก็เริ่มตกแรงขึ้นเรื่อยๆ จะหลบตรงไหนยังไงก็เปียก...(ดอกที่4) คือเราก็เข้าใจอ้ะนะ ว่าแยกนี้มันไฟแดงนานมากๆๆๆๆๆๆๆ แต่ก็อดสงสารคนป่วยที่นอนป่วยร่อแร่อยู่ในรถพยาบาลคันนั้นไม่ได้อ้ะ คือเขาก็ติดยาวนานมากเหมือนกับเรา(คนรอข้ามถนน)เพราะว่าอยู่ฝั่งเดียวกัน ถ้าเขาไปได้ เราก็เดินข้ามถนนได้ ที่รู้ว่าเขาร่อแร่ๆ ก็เพราะว่า เสียงหวอดังสั่น ปี๊ป่อ...ปี๊ป่อ...ปี๊ป่อ...อยู่อย่างนั้นนานมากอ้ะ หลังจากข้ามถนนที่รอกันนานโคตรเส้นนั้นได้แล้ว ก็ขึ้นรถไฟฟ้า ทว่า...โดนที่กั้นตรงที่เสียบบัตรมันกระแทกหลังจากที่เราทาบบัตร Smart Pass ลงไปแล้ว ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปแล้วด้วย เหมือนระบบมันรวนๆ มันเลยปิดกระแทกต้นขาด้านเรา เขียวช้ำจนเป็นสีม่วงเลย (ดอกที่5) ถึงสถานีหมอชิตลงจากรถไฟฟ้า เราก็ขึ้นรถเมล์ ก็ด้วยต้องการอยากกลับถึงบ้านเร็วๆอ้ะนะ เลยขึ้นสาย 8 ตีนผี เหยียบคันเร่งกันเกือบมิดไปมา...ปรากฏว่า นอกจากคันที่เราขึ้นนั้นจะขับเต่าคลานแต่กระชากลากถูผู้โดยสารแล้ว รถยังติดมากๆ อีกด้วย ก็ถ้าได้นั่งคงไม่บ่นหรอก...จริงมั้ย? แบบว่า ยืนบนรถคันนั้นใช่ม้ะ แล้วด้วยความที่ใส่ส้นสูง เมื่อยมากเจ้าค่ะ แถมผู้ชายที่นั่งอยู่ เกิดมาทำแกล้งหลับกันเห็นๆเลย (ดอกที่6) ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆก็ดันมองมาด้วยสายตาหื่นๆยังไงพิกลๆ (ดอกที่7) รถมันก็กระชากๆ ถูลู่ถูกังมาจนถึงแยกตรงเซ็นทรัลลาดพร้าวที่กำลังจะขึ้นสะพานมา Union Mall...เฮอๆๆ รถชนกันค่า...รถทัวร์ชนท้ายกระบะนิดเดียวเอง แต่ยอมความกันไม่ได้ รถคันอื่นๆติดคาอยู่ตรงนั้น ค่อนชั่วโมง เพราะขึ้นสะพานไม่ได้ (ดอกที่8) คนขับรถเมล์สาย 8 จึงต้องขับกระชากลากถูผู้โดยสารไปทางแยกรัชโยธินแทน ซึ่งรถมันก็ติดมากๆๆๆๆๆๆ ไม่แพ้เส้นลาดพร้าวเลยทีเดียว ติดกันอีกกว่าค่อนชั่วโมง ยังไม่ถึงไหน ไอ้เรารึก็ยืนกันต่อไป (ดอกที่9) ครึ่งชั่วโมงผ่านไป จากตรงแยกรัชโยธิน เรายังคลานไปไม่ถึงจันทร์เกษมเลย คิดดูแล้วกันว่าติดขนาดไหน จนสุดท้าย ทนไม่ได้ ต้องระเห็จตัวเองลงจากรถเมล์เพื่อเดินหาแท๊กซี่ขึ้น พอขึ้นแท๊กซี่ได้ปั๊บ...เหมือนสวรรค์ทรงโปรด...ในที่สุดฉันก็ได้นั่งกับเขาเสียที มีแอร์เย็นๆ แต่เอ๊ะ ทำไมเท้าเรามันรู้สึกเปียกๆหว่า (คือ ฝนชอบนั่งตะแคงเท้า เวลาใส่ส้นสูงอ้ะค่ะ) ในที่สุดก็รับเฉลยจากพี่คนขับว่า น้ำมันท่วมเข้ารถพี่เขา ฝั่งผู้โดยสารเสียด้วย (ดอกที่10) เอ๋า ช่างมันเหอะพี่...หนูไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว ในระหว่างนั้นเอง พี่คนขับเขาเปิดวิทยุใช่มั้ยคะ คือแบบว่า กำลังฟังบอลไทยอยู่เลย ตอนนั้นรู้สึก score จะตามหลังเสียด้วยสิ เฮ้อ (ดอกที่11) กลับมาถึงบ้านจากจันทร์เกษมรถติดมหาโหด ถึงบ้าน อย่างปลอดภัย โดยสวัสดิภาพ แต่ความเซ็งเป็ดจากการตากฝนก่อนกลับบ้านทำให้เราป่วย ลุกไม่ขึ้นในวันต่อมาเลยง่ะ (ดอกที่12)
เป็นไงคะ เรื่องราวเซ็งเป็ด day ของฝน ก็หวังอ้ะนะ ว่ามันจะเป็นเพียง 1 วันเท่านั้นใน 1 ปี 1 ชาติ พอแล้วค่ะ เซ็งเป็ด day July 22 ICE SKATING กับความหลังฝังใจเมื่อวานไปเล่น Ice skating ที่ Big C ลาดพร้าวมา ก็...แบบว่า ... อยากเล่นอ้ะนะ มันรู้สึกเบื่อๆ ก็เลยไปเล่น ICE คนเดียว อุ๊ยตาย...ช่างกล้าเนอะ! (หลายๆคนคงคิด...ช่างไม่เจียมสังขารเอาเสียเลย อิอิ) แต่ว่ามันก็สนุกไปอีกแบบดีนะ ได้ผ่อนคลาย ออกกำลังกายขาด้วย แต่ที่มันไม่ดีก็คือ มันรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ที่เราพยายามอยากจะลืม...จะว่ายังไงดีล่ะ คือ...น้ำฝนกับแฟนเก่า...เราเจอกันที่ลาน ICE ที่ Central World (World Trade เมื่อก่อน) ...ปัจจุบันมันปิดแล้วนะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปตามเล่นล่ะคะ สำหรับคนที่เคยเล่นที่นั่น...
เราเคยมีความสุขกับการไปเล่น ICE ด้วยกัน ทั้งที่ปกติน้ำฝนเองก็ชอบเล่น ICE เป็นทุนอยู่แล้ว (แต่ไม่เก่งนะ...ก็แค่พอเล่นได้อ้ะค่ะ) เราแยกทางกันด้วยเหตุผลที่ ฝนเป็นฝ่ายบอกลา กับความเชื่อและรู้สึกที่ว่า เราไม่ใช่ส่วนเติมเต็มของกันและกัน มันดูเหมือนจะใช่ แต่มันมีช่องว่างระหว่างเราอยู่ น้ำฝนตัดสินใจบอกลา ด้วยคิดว่า การที่เราจบความสัมพันธ์ลงตรงจุดนี้ มันจะเจ็บปวดน้อยกว่า แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า น้ำฝนรู้สึกผิดขนาดไหนกับสิ่งที่น้ำฝนทำ...มาจนปัจจุบันนี้ เราก็ยังไม่คุยกันฉันท์เพื่อนที่ดี น้ำฝนเสียดายที่ต้องสูญเสียมิตรภาพที่ดีไปนะ เพราะท้ายที่สุด เราสองคนมองหน้ากันไม่ติดเลย สิ่งที่น้ำฝนเขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่หวังที่จะกลับไปคบกับเขาแบบคนรักอีกนะ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ มันเป็นความอึดอัดที่เกิดขึ้นในใจอยู่ตลอดเวลา ทว่ามันไม่สามารถบอกใครได้ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร มันก็ดูเหมือนว่า ฝนต้องการที่จะให้ถ่านไฟเก่ามันคุขึ้นมาอีกครั้ง ก็เพราะแบบนี้ล่ะค่ะ ฝนถึงได้...ตัดสัมพันธ์อย่างค่อนข้างไร้เยื่อใย แต่ที่ทำไปทั้งหมด ก็เพื่อผลดีกับทั้ง 2 คน ไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเรายังคงฟูมฟายกับเรื่องวันวานเก่าๆ มันก็จะเป็นเหมือนเข็มที่คอยทิ่มแทงจิตใจของเราอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งเขาก็เจ็บปวด เราก็ทรมาน ความรักแม้จะไม่สมหวัง ยังไงเสียชีวิตคนเรามันก็ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า แม้จะเป็นก้าวเล็กๆและอาจต้องใช้เวลานาน แต่อย่างน้อยที่สุด...เราก็จะผ่านจุดนั้นมาได้เอง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตอนไปลงมันเท่านั้น ฝนยถือว่ามันคือความทรงจำที่ดีที่เราเคยมีกับคนคนหนึ่งที่เราเคยรู้สึกดีๆกับเขา แม้ทุกวันนี้เราจะเป็นได้แค่เพียง...คนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้นเอง
คิดยังไงกับเพลงของอ๊อฟที่บอกว่า มีเนื้อหาปลุกเร้าให้เยาวชนฆ่าตัวตายเพลงแทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจ" เนื้อเพลงนี้ เขาบอกว่า มีเนื้อหาปลุกปั่นทำให้เยาวชนไทย ฆ่าตัวตายมากขึ้น เพราะท่อนที่บอกว่า ...อยากตาย....
... แหมๆ คิดว่า เด็กไทยโง่ ไม่มีสมองกันขนาดนั้นเลยเหรอ อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ เราว่า มันไร้สาระมากเลย สู้เอาเวลาไปนั่งคิดว่า จะทำยังไง ให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองดีกว่ามั้ยอ้ะ ไดอารีนี้อาจจะเครียดๆนิดนึงนะ แต่น้ำฝนเองอยากรู้ความคิดเห็นของคนอื่นๆน่ะค่ะ อยากบอกว่า โดยส่วนตัว ไม่ได้ชอบ อ๊อฟ ปองศักดิ์นะ แต่วันนั้นฟังข่าวทางวิทยุแล้วรู้สึกขัดจิต ตะหงิดๆ เลยอยากมาแชร์กับเพื่อนๆน่ะค่ะ อยากรู้ว่าคิดเห็นกันยังไง เนื้อเพลงทั้งหมดนะคะ...
ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่ละคร ที่ฉันมองเห็นอยู่นี้ ที่แท้มันคือความจริง คือคนสองคน ที่บอกรักกัน และคนในนั้น หนึ่งคนคือคนที่ฉัน รักหมดหัวใจ สิ่งที่เธอแสดง ทุกทุกถ้อยคำ
เหมือนเธอนั้นพูดกับฉัน แต่ผู้ชายคนนั้น มันไม่ใช่ฉัน ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง
และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ ไม่มีเหลือสักอย่าง .... อยากตาย บทบาทของเธอ สิ่งที่เขาทำ
ทุกตอนมันเหมือนตอกย้ำ ให้ฉันต้องเสียน้ำตา ภาพที่คุ้นเคย ที่ที่คุ้นตา น้ำเสียงที่เธอ พูดจาท่าทีเหล่านั้น ฉันไม่เคยลืม สิ่งที่เธอแสดง ทุกทุกถ้อยคำ
เหมือนเธอนั้นพูดกับฉัน แต่ผู้ชายคนนั้น มันไม่ใช่ฉัน ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง
และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ ไม่มีเหลือสักอย่าง .... อยากตาย เสียใจ แค่ไหน ถ้าอยากรู้ บอกเธอได้คำเดียว .... อยากตาย.... July 07 ผักโขมอบชีส version ไมโครเวฟจ้าผักโขมกับเห็ดอบชีส VERSION มีแต่ MICROWAVE ง่ะสูตรนี้ได้จาก คุณ ShunFujiWara ที่พันทิปที่เก่าเจ้าประจำ ขอบคุณมากนะคะ
ผักโขม กับ เห็ด อบชีส แบบง่ายๆค่ะ
ส่วนผสมของเราใช้ผักขมหลายแบบคะ
เทคนิคคือ เลือกใช้แบบปลูกในน้ำ จะได้ไม่ต้องล้างดินอ่ะ...แบบว่าง่ายที่สุดไง อิอิ
ผักโขมที่ใช้
- ผักโขมเขียว
- ผักโขมแดง
- ผักโขมแก้ว
ล้างซะหน่อย ปนกันเลย...เพื่อความง่ายและสะดวก...อีกแล้ว
แล้วเอามาสะเด็ดน้ำไว้
เห็ดโคนตามสะดวกใจ อย่าลืมล้างด้วยล่ะกัน
ของสำคัญ...ขาดไม่ได้จริงๆนะ
ใช้ Cheddar กับใช้ Edamค่ะ อ้อ แล้วมีเนยเหลวนิดนึงค่ะ เครื่องปรุง
มีแค่ เกลือนิดเดียว (ชีสเค็ม) น้ำตาลนิดๆ แล้วก็ โอริกาโน่นิดนึงค่ะ ให้มีกลื่นอิตาเลี่ยน คราวนี้ถึงเวลาทำจริงๆกันสักที
ขั้นแรกเอาผักโขมกับเห็ด ใส่จานค่ะ ตักเนยใส่นิดนึงค่ะ
ใส่ไมโครเวฟ 120 วินาที ไฟกลางค่ะ
ระหว่างรอ 120 วินาที ก็เอาเนยทาถ้วยนิดนึงค่ะ
รอให้เย็นนิดนึง แล้วเราก็บีบน้ำออกค่ะ
ต้องแห้งนิดนึงนะคะ ไม่งั้นดี๋ยวตอนอบจะแฉะ
เทเครื่องปรุง
คลุกซะ
คลุกแล้ว เอาใส่ถ้วย กดๆนิดๆ ค่ะ
แล้วเอาชีสกลบหน้ากับข้างๆซะคะ
เอาเข้าไมโครเวฟ แบบไม่ต้องปิดฝานะค่ะ
สองนาทีก่อน แล้วดูว่าชอบแบบเกรียมที่ขอบป่าว ถ้าไม่ชอบ สองนาที ออกมาก็หม่ำได้ค่ะ ถ้าชอบกรอบมากก็อบเพิ่มอีก 2 นาทีนะคะ ช็อกบอลง่ายๆ ลองดูจิช็อกบอล ง่ายๆ ลองดูจิถ้าทำเค้กไม่เป็นหรือความสะดวกไม่อำนวยล่ะก็ลองวิธีนี้ดูนะคะ ได้สูตรจากคุณหมูเส้น ที่พันทิป ขอบคุณมากนะคะ ^_^
ซื้อเค้กชอคโกแลตสำเร็จมาเลย เอาเป็นว่าร้านไหนเค้าทำอร่อย ก้อไปซื้อมาสักปอนด์ละกัน เอาเพลนๆ เนี่ยแหละค่ะ
และก็ช็อกโกแลตแท่งๆ ทั้งขาว ทั้งดำ เอาไว้แต่งหน้าด้วย
ส่วนของตกแต่งอื่นๆ ก็หาๆ เอาในตู้เย็น จะเป็นพวกถั่วต่างๆ ผลไม้ เจลลี่ อะไรก็ได้ค่ะ แล้วแต่ไอเดียของแต่ละคนนะ
เริ่มแรก สับเค้กให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยรอไว้ก่อน
จากนั้น ก็เอาชอคโกแลตแท่งๆ ที่เราทานกันเนี่ยแหละ ไปละลาย
เสร็จแล้วก็เอาเค้กที่เราสับละเอียด ลงคลุกเคล้ากับชอคโกแลต ขั้นตอนนี้ เอาน้ำร้อนใส่ชามหล่อไว้ข้างใต้ด้วยนะคะ ชอคโกแลตจะได้ไม่แข็ง
จากนั้น ก็สวมถุงมือ แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ ขนาดตามใจคนปั้นได้เลยค่ะ
พอปั้นเสร็จ ก็เอาไปใส่ตู้เย็นได้เลย ระหว่างนั้น เราก็มาครีเอทนะคะ ว่าจะแต่งหน้ามันยังไงบ้าง
จะเอาเป็นหน้าชอคบอลแบบคลาสสิค อิอิ ที่เป็นน้ำตาลเม็ดๆ สีๆ หรือ จะเอาชอคโกแลตขาวมาโรย หรือจะใช้ผลไม้ ก็ตามใจคนทำอีกเช่นกันค่ะ เค้กมูสสตอเบอรี่ สูตรอาจารย์ยิ่งศักดิ์ค่าเค้กมูสสตอเบอร์รี่ตัวเค้กมีส่วนผสมตามนี้เลย...ไป ทำพร้อมกัน
- ไข่ไก่แช่เย็น 6 ฟอง - น้ำตาลทราย 250 กรัม - น้ำเย็น 50 กรัม - โอวาเล็ต 20 กรัม - แป้งสาลีทำเค้ก 200 กรัม - แป้งข้าวโพด 20 กรัม - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา - วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา - น้ำหอมกลิ่นนมเนย 1 ช้อนชา - ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา - เนยสดชนิดเค็มละลาย 100 กรัม - นมข้นจืด 50 กรัม ผสมน้ำมะนาว 1 ช้อนชา - สีผสมอาหารสีชมพู 1/4 ช้อนชา - น้ำหอมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ 1 ช้อนชาผสมลงในน้ำเย็น มาถึงวิธีกันกันเลย แต่สูตรนี้ไม่ใส่กลิ่นนมเนยนะ เราว่ากลิ่นสตรอเบอร์รี่อย่างเดียวก็พอแล้ว
- ร่อนแป้งสาลี แป้งข้าวโพด วานิลลา ผงฟูและเกลือป่นเข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาลทรายลงในแป้งใช้พายยางคนผสมให้เข้ากัน - ใส่ไข่ไก่ ส่วนผสมของแป้ง น้ำหอมกลิ่มสตรอเบอร์รี่ลงในอ่างผสม ใช้พายยางคนพอเข้ากัน เติมโอวาเล็ต ตีด้วยความเร็ว 1 นาที เพิ่มความเร็วสูงสุด 2 นาที เติมน้ำที่ผสมสี ตีต่ออีก 2 นาที ลดความเร็วต่ำ ตีต่ออีก 5 นาที ใส่เนยละลายและนมข้นจืดที่เตรียมไว้ ตีต่ออีก 30 วินาที ปิดเครื่อง ใช้พายยางคนให้เข้ากันอีกครั้ง
- เทส่วนผสมใส่พิมพ์ทรงกลมขนาด 10*3 นิ้ว สูตรนี้ได้ 2 พิมพ์นะคะ (พิมพ์ต้องทาเนยขาว ปูกระดาษ ทาเนยขาว) - อบที่ 175 องศา นานประมาณ 25-30 นาที หรือจนสุก เมื่อสุกแล้วคว่ำออกจากพิมพ์ พักไว้จนเย็น ส่วนเค้กที่ใช้ประกอบด้านข้างก็ใช้สูตรเดียวกับตัวเนื้อเค้ก
แต่ตอนผสมยังไม่ต้องเติมสีนะคะ หลังจากตีเสร็จแล้วให้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกผสมสีชมพู 1/4 ช้อนชา อีกส่วนไม่ต้องผสมคะ ตักส่วนผสมใส่ถุงบีบ บีบสลับสีขาวและสีชมพูลงในถาดขนาด 11*15*1 นิ้ว ได้ทั้งหมด 3 ถาด (ถาดทาเนยขาว ปูกระดาษ ทาเนย) อบที่อุณหภูมิ 210 องศา นาน 3-5 นาที ตามด้วยมูสสตรอเบอร์รี่ สิ่งที่ต้องเตรียม
- เจลาติน 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำร้อน 100 กรัม - แป้งข้าวโพด 40 กรัม - น้ำตาลทราย 100 กรัม - เนยสดชนิดเค็ม 60 กรัม - นมข้นจืด 140 กรัม - ไข่แดง 4 ฟอง - วานิลลาชนิดผง 1/2 ช้อนชา - น้ำหอมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ 1 ช้อนชา - สีผสมอาหารสีชมพู 1/4 ช้อนชา - น้ำมะนาว 2 ช้อนชา - เนื้อสตรอเบอร์รี่ยด (ในน้ำเชื่อม) 200 กรัม (ถ้าเป็นเนื้อสตรอเบอร์รี่สดต้องเติมนำตาลนะคะประมาณ 50 กรัม ไม่งั้นเดี๋ยวจะเปรี้ยวจนเกินไปคะ) - วิปปิ้งครีม (ตีฟูแล้ว) 500 กรัม ลงมือทำกันต่อเลยคะ
- ละลายเจลาตินกับน้ำร้อนเข้าด้วยกัน - ผสมแป้งข้าวโพด กับน้ำตาลในหม้อตุ๋น เติมเนยละลาย นมจืด ไข่แดง วานิลลา น้ำมะนาว เนื้อสตรอเบอร์รี่ สีผสมอาหาร และน้ำหอม นำขึ้นตั้งไว้ คนตลอดเวลาจนส่วนผสมร้อนจัด เติมเจลาตินที่ละลายน้ำเอาไว้ คนพอเข้ากัน ลงยก พักไว้จนเย็นสนิท - น้าวิปปิ้งครีมที่ตีฟูแล้วมาผสมกับมูสที่เย็นแล้ว ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันเอาไว้เป็นไส้ ถึงส่วนของ Topping กันบ้าง เตรียม
- ผงวุ้นสำหรับทำขนม 1 ช้อนชา - เจลาติน 2 ช้อนชา - เนื้อสตรอเบอรี่บด 100 กรัม - น้ำเปล่า 400 กรัม - น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ - สีผสมอาหารสีแดงสตรอเบอร์รี่ 1/4 ช้อนชา วิธีทำ - ผสมผงวุ้น กับน้ำเปล่า เจลาติน สตรอเบอร์รี่บด น้ำตาลทราย สีผสมอาหารเข้าด้วยกัน ต้มจนเดือด ยกลง พักไว้จนส่วนผสมเริ่มเป็นวุ้น จึงราดลงบนหน้าขนมที่เตรียมไว้ มาประกอบเค้กกันดีกว่าคะ แบ่งเนื้อเค้กออกเป็น 3 ส่วนคะ เริ่มจากวางเค้กขิ้นแรกเป็นฐาน ฉีดด้วยเหล้ารัม เพื่อให้เค้กฉ่ำ (ไม่มีไม่ต้องก็ได้ แต่ถ้าฉีดก็เพิ่มความอร่อยคะ ไม่ต้องกลัวว่าตอนทานจะมีกลิ่นนะคะ รับรองว่าไม่มีกลิ่น เหลือแต่ความฉ่ำและน่ากินของเค้กคะ) ตามด้วยมูสและเนื้อเค้ก ทำอย่างนี้ได้จนครบ เสร็จแล้ว เอาเค้กที่เตรียมไว้สำหรับด้านข้างมาประกอบ แต่ต้องตัดให้สูงกว่าตัวเค้กประมาณ 1/2 ซม.นะคะ เอาไว้สำหรับส่วน topping คะ นมทอดร้อนๆจ้านมทอด!!! (ชื่อแปลกๆแบบนี้ ลองทำดูจิ เผื่ออร่อย)จริงๆมันเป็นอาหารสเปนชื่อ Leche Frita
เริ่มที่ส่วนผสมก่อนล่ะกัน
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
แป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย ลูกจันทน์ป่น 1/4 ช้อนชา นมสด 3 ถ้วย เนยหรือมาการีน 1 ช้อนโต๊ะ เปลือกมะนาวขูด 1/4 ช้อนโต๊ะ ไข่ 2 ฟอง (ตีให้แตก) ขอบขนมปังป่น 3/4 ถ้วย น้ำมันพืช น้ำตาลไอซิ่ง แล้วมันทำยังไงน้า
1. ผสมน้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด และลูกจันทน์ป่นให้เข้ากัน เอาขึ้นตั้งไฟแล้วค่อยๆ เทนมลงไปทีละน้อย ใช้ไฟปานกลาง ต้มประมาณ 1 นาที เอาลงจากเตา ใส่เนยและผิวมะนาวขูด เทใส่ถาดถ้นแบน เกลี่ยให้เรียบ และนำเข้าตู้เย็น 3 ชั่วโมงหรือจนว่าจะแข็งได้ที่
2. ตัดออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม (ก่อนตัดให้เอามีดจุ่มน้ำ) ชุบไข่ ตามด้วยขอบขนมปังป่น เอาลงทอดจนเหลืองกรอบ จากนั้นก็โรยไอซิ่ง ดูรูปไปพลางๆดูก่อน เหมือนซาลาเปาทอดมากๆ
อร่อย ไม่อร่อยยังไง ทำมาให้ชิมบ้างนะ July 01 การผจญภัยบนรถเมล์สาย 8 (22-Jun-07)การผจญภัยบนรถเมล์สาย 8 ขอเล่าย้อนหลังหน่อยนะ
วันนี้วันศุกร์ ทุกคนย่อมรู้ดีใช่มั้ยคะ ว่า รถมันติด (ก็ถ้าไม่ติดรถก็วิ่งไม่ได้น่ะสิ 555) วันนี้น้ำฝนเดินทางกลับจากที่ทำงานย่านสาธรเหนือช่วงเย็นๆโพล้เพล้ๆ ลงจากรถไฟฟ้า BTS ก็ต้องต่อรถเมล์เพื่อเดินทางกลับบ้าน ยืนรอไป...ยืนรอมา...โอ๊ะโอ! นั่นมันรถเมล์สายที่ผ่านบ้านเรานี่นา สาย 8 เสียด้วยสิ ถึงบ้านเร็วแน่นอนเลย เพราะรถเมล์สายนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องการขับเร็วและออกเลนขวามากที่สุดเมื่อเทียบกับรถเมล์สายอื่นๆ...ดีเหมือนกันแฮะ จะได้กลับไปนอนเร้วๆ ไม่ไหวแล้ว ง่วงมากๆ งานเยอะมากเลยวันนี้ เหนื่อยด้วย...เฮ้อ แล้วเราก็ขึ้นรถสาย 8 คันนั้นโดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า... "อ้าว...ข้างหน้ามีที่นั่งเหลือครับ...ขยับกันหน่อย!" คนขับหน้าตาถมึงทึงมีรอยสักเต็มตัวพูด น้ำฝนอยู่ใกล้ๆก็เลยไปนั่งเสียเลย นั่งไปได้ไม่เท่าไหร่...ก็อย่างที่แหล่ะค่ะ เย็นวันศุกร์...ย่านลาดพร้าว...รถมันติด แบบไม่ต้องสงสัยสืบจากใครเลยทีเดียว ช่วงรถติด ขอสารภาพว่า น้ำฝนนั่งสัปงกเป็นระยะๆบนรถเมล์ค่ะ แต่แล้วก็มีสิ่งที่ทำให้น้ำฝนต้องสะดุ้งเฮือก...คนขับปาดไปทางขวาแล้วบีบแตรลั่นถนน...เปล่าค่ะ ไม่ได้หลบใคร...แค่คุณคนขับเธอไม่อยากที่จะจอดรับผู้โดยสารป้ายนั้น เพราะรถมันติดกันขนาด...เกินบรรยายค่ะ จังหวะนั้นเองแหล่ะค่ะที่มีรถเมล์อีกคันนึงสวนขึ้นมาตีขนาบทางด้านซ้าย พ่อคนขับรถสาย 8 ที่น้ำฝนนั่งอยู่เขาดันเกิดจำได้อีกว่า คนขับรถคันข้างๆนั้นไปปาดหน้าเขาแย่งรับผู้โดยสารเมื่อป้ายก่อนหน้าที่น้ำฝนจะขึ้นอ้ะ โห! เอาละสิงานนี้...คุณคนขับคนนี้ก็อารมณ์ตาต่อตาฟันต่อฟันมาก มีความหงุดหงิดจากรถติดบรร...มาผสมปนเปด้วย ทำให้คุณเธอกริ้วมากถึงขนาดขับรถไปตะโกนด่าข้ามหัวผู้โดยสารไป ยังไม่พอค่ะคุณๆ เขายังบีบแตรขับรถปาดซ้าย-ขวา ออกตัวกระชากๆ ด้วย ขนาดน้ำฝนไม่ใช่หญิงร่างเล็กบอบบางนักหนาแถมยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ยังต้องหายึดเหนี่ยว (ร่างกายนะคะไม่ใช่จิตใจ อิอิ) เลย น้ำฝนนั่งไปภาวนาไปว่า สาธุ! ขอให้คุณคนขับเวรตะ...คนนี้มันส่งผู้โดยสารทุกคนอย่างสวัสดิภาพทีเถ๊อะ จะไปมีเรื่องมีราวอะไรกับใครที่ไหนก็เรื่องของเขาแล้วล่ะ แต่ลึกๆก็หวั่นๆเหมือนกันนะคะ...กลัวไม่ถึง...กลัวไม่จอด...กลัวหกล้มตอนลุกจากที่นั่งแล้วกระโปรงเปิด... กลัวไปหมดเลยอ้ะ แต่พอน้ำฝนลงจากรถได้นะ เหมือนเห็นสวรรค์เลยค่า ไม่มีความรู้สึกดีใจแบบนี้มาก่อน เพราะจะว่ากันไปน้ำฝนไม่เคย...ไม่เคยจริงๆนะ กับการขึ้นรถเมล์ที่หวาดเสียวผาดโผนขนาดนี้ ทั้งๆที่ก็น้ำฝนใช้บริการรถเมล์สายนี้มาก็ครึ่งค่อนปีแล้วนะ ก็ใจมันไม่กล้าที่จะขับรถเองนี่นา ก็เลยต้องพึ่งบริการรถโดยสารประจำใจคนขับ (ไม่ใช่ประจำทาง) แบบนี้ ว่าแต่ ใครมีประสบการณ์แบบนี้มาเล่าสู่กันฟังบ้างมั้ยคะ น้ำฝนว่า มันเป็นเหมือนการผจญภัยครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะ พวกคุณว่าอย่างงั้นมั้ย??? สูตรเค้กช็อกหน้านิ่มค่าสูตรเค้กช็อกหน้านิ่มตามคำเรียกร้องค่า link นะคะ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sweetheart-bakery&month=06-2006&date=22&group=2&gblog=4 ขอขอบคุณห้องก้นครัวของเวบพันทิป, คุณจุ๋ม, น้องเดียร์, chef Unim เจ้าของสูตรที่แสนใจดี ที่ทำให้เรามีสูตรขนมเด็ดๆอันนี้ค่า เค้กช็อกหน้านิ่ม 1 ปอนด์แบบไม่ง้อเตาอบ อิอิ ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 1 แป้งเค้ก 80 กรัม ผงฟู 1/4 ช้อนชา เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา (น้ำหรือผงก็ได้ค่ะ) เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงโกโก้ 25 กรัม น้ำตาลทรายป่น 90 กรัม (ถ้าหาร 2 จากคุณแพรต้องใส่ 100 กรัมนะคะ) ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 2 น้ำ 50 กรัม นมข้นจืด 25 กรัม น้ำมะนาว 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 65 กรัม ไข่แดง 2 ฟอง ส่วนผสมตัวเค้กส่วนที่ 3 ไข่ขาว 2 ฟอง น้ำตาลทราย 45 กรัม (ถ้าหาร 2 จากสูตรต้องเหลือ 50 ค่ะ) ครีมออฟทาทาร์ 1/4 ช้อนชา (ถ้าไม่มีใช้น้ำมะนาวแทนได้นะ) วิธีทำตัวเค้ก 1. เอาส่วนผสม 1 ได้แก่ แป้งเค้ก น้ำตาลทรายป่น ผงโกโก้ โซดา ผงฟู ร่อนร่วมกัน 2 ครั้งคะ ถ้าใช้วนิลลาแบบผงก็ร่อนรวมกันไปเลยถ้าเป็นน้ำก็ใส่ทีหลังค่ะ ส่วนเกลือใส่ทีหลังจากร่อนนะคะ เพราะเม็ดมันค่อนข้างใหญ่ค่ะ เสร็จแล้วเอาช้อนให้เข้ากัน ทำหลุมตรงกลางไว้คะ 2. นำส่วนผสมที่ 2 ได้แก่ น้ำเปล่า นมข้นจืด น้ำมันพืช น้ำมะนาว ทุกอย่างข้างต้นใส่ชามผสม ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน ถ้าใช้วานิลลาแบบน้ำ ใส่ไปในนี้เลยคะ แล้วนำของเหลว (2) ที่ผสมกันไว้เทใส่ชามผสมของแห้ง (1) ค่ะ แล้วเอาตะกร้อมือคนแบบน้ำเซาะตลิ่งให้เข้ากัน หรือจะคนแบบแรง ๆ เร็ว ๆ ก็ได้คะ พอเข้ากันแล้วหยุดเลย ถ้าคนมากเนื้อเค้กที่ได้เหนียวคะ แล้วพักไว้ก่อนคะ 3. มาถึงส่วนผสมที่ 3 บ้างคะ ไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ใส่ชามผสม ตีด้วยความเร็วสูงจนเป็นฟอง ใส่น้ำตาลทรายป่นลงไปแล้วตีต่อด้วยความเร็วสูงค่ะ จนตั้งยอดอ่อนก่อนที่จะแข็ง แล้วหยุดค่ะ 4. นำส่วนของไข่ขาวไปผสมกับส่วนของไข่แดงที่เราผสมกันไว้เมื่อกี้ ใช้ตะกร้อมือส่วนผสมจะเข้ากันง่ายกว่าไม้พายนะคะ ถ้าตีไข่ขาวตั้งยอดมากไป ผสมกว่าจะเข้ากันใช้เวลานานนะคะ ไม่ดี เนื้อเค้กก็จะหยาบแห้งด้วย ก็ผสมกันจนหมดนะคะ 5. นำไขมันมาทาพิมพ์ของเรา ถ้าใช้หม้อข้าวนะคะ นำกระดาษไข ตัดให้เกินขนาดก้นหม้อข้าวเล็กน้อยค่ะ แล้วนำแปรงทาไขมันเล็กน้อยที่ก้น+ขอบข้างหม้อ แล้วกรุกระดาษไข ทาทับอีกทีนึงค่ะ แล้วก็จัดการใส่ลงหม้อที่เราเตรียมไว้เลย แล้วก็ทำการ กดปุ่ม Cook ค่ะ 6. อ๊อ!!!! ลืมบอกไปค่ะ ว่าระหว่างที่เรากำลัง Fold ส่วนผสมให้เข้ากันอยู่นั้น ก็เสียบปลั๊กอุ่นหม้อหุงข้าวเตรียมไว้ก่อนเลยนะคะ ประมาณ 2 นาทีก็พอแล้วล่ะคะ(เลียนแบบการวอร์มเตาอบไงคะ) 7. กดปุ่ม cook ไปแล้วก็รอ...ซัก2นาที หม้อหุงข้าวก็จะเปลี่ยนไปเป็นระบบ warm ไม่ต้องตกกะใจไปเปิดฝาหม้อนะคะ ระบบเค้าตัดเอง เราต้องใจเย็นค่ะ ทำใจว่า มันไม่ใช่เตาอบ .......- -“ เพราะเราต้องกดอย่างนี้ไปอีก 5 รอบค่ะ.....!!!! 5-6 รอบจริงๆเลยค่ะ 8. แต่!!!!!!! เตือนซะก่อนว่า อย่าเอาทิชชู่ยัดลงไปเพื่อดันปุ่มให้หม้อหุงข้าวอยู่ในระบบการ cook ตลอด........ ต้องใจเย็น พอเค้ายอมให้เรากดได้อีกครั้งค่อยกดค่ะ ซัก 5-8 นาที กดทีนึงก็ได้ค่ะ ทำแบบนี้ 4-5 รอบค่ะ ระหว่างนี้ก็อย่าตื่นเต้น ไปแอบเปิดดูนะคะ เค้กจะยุบเอาได้ง่ายๆซะด้วย เวลาผ่านไป 5 รอบการกด 9. แล้วก็ยกหม้อข้าวด้านในออกมานะคะ ใช้ สแปตตูล่าแซะขอบข้างนิดหน่อยให้พอร่อน แล้วคว่ำลงตะแกรงได้เลยค่ะ จากนั้นก็เอากระดาษไขออก มาดูหน้าตาว่าเป็นไงบ้าง เค้กของเรา….รอให้เย็นก่อนนะคะ ค่อยสไลด์ดูเนื้อเค้กกันค่ะ รอแป๊ะนึง คราวนี้มาทำหน้านิ่มกันค่ะ ส่วนผสมหน้าเค้ก ส่วนที่ 1 ผงวุ้น 1 ช้อนชา น้ำ 300 กรัม นมข้นจืด 200 กรัม น้ำตาลทราย 200 กรัม โกโก้ 50 กรัม ส่วนที่ 2 แป้งข้าวโพด 40 กรัม นมข้นจืด 150 กรัม ส่วนที่ 3 เนยสด 150 กรัม เหล้ารัม 1 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้ค่ะ) วิธีทำหน้านิ่ม 1. น้ำ น้ำตาลทราย นมข้นจืดส่วนที่ 1 (200 กรัม) ผงโกโก้ และผงวุ้น ใส่หม้อรวมกันเลยคะ เอาตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันก่อนคะ 2. แป้งข้าวโพดและนมข้นจืดส่วนที่ 2 จุ๋มจับใส่ถุงรวมกันแล้วเขย่า ๆ ให้เข้ากันดีคะ ขี้เกียจนะ ไม่ได้ใส่ชามและใช้ช้อน 3. นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ แต่ก็ไม่อ่อนเสียสีเดียว มากกว่าอ่อนหน่อยคะ เอาตะกร้อมือคนตลอด ให้น้ำตาลทรายและผงวุ้นละลายให้ส่วนผสมเดือดนะคะ 4. แล้วก็เทแป้งข้าวโพดที่ละลายรวมกับนมข้นจืดลงไป ก่อนเทเขย่า ๆ อีกทีคะ ตอนนี้ต้องลดไฟลงอ่อนค่ะใช้ตะกร้อมือคนตลอด ส่วนผสมจะข้นขึ้น ห้ามหยุดมือค่ะ 5. ใส่เนยสดที่หั่นชิ้นเล็กลงไปคะ ถ้าใส่รัมใส่ตอนนี้เลยคะ คนให้เนยละลาย ปิดเตาเลยคะ จากนั้นก็คนด้วยตะกร้อมือต่อให้หน้านิ่มอุ่น ห้ามหยุดคน มันจะ set ตัวเป็นลิ่ม ๆ หยอดแล้วไม่สวยคะ เค้กเย็นแล้วนำออกจากพิมพ์ slice เป็นกี่ชั้นตามต้องการนะคะ ตรง ถ้าอยากได้ระหว่างชั้นหนา ๆ กับหน้าหนา ๆ แล้วละก็ลองทำวิธีนี้คะ หาถุงจีบ ตัดด้านหน้าออกมา ถุงจีบจะมี 4 ด้าน เป็นด้านหน้าและด้านหลัง 2 ด้าน ด้านข้าง 2 ด้าน กรณีไม่มีถุงจีบจิ๊กแผ่นใสที่ทำงานมาคะ มาตัดให้ได้ความสูงสัก 3 นิ้วได้มังคะ ส่วนด้านความยาวให้พันรอบเค้กได้ เอาสก๊อตเทป stap ให้ต่อกันคะ เอาเค้กชั้นล่างวางลงไป เอาถุงจีบที่ตัดไว้พันรอบค่ะ ติดสก๊อตเทปให้มันอยู่เป็นทรงกระบอก แบ่งหน้านิ่มตักใส่ไปคะ เท่าไรก็ใส่ไป แต่ดูให้มันสมดุลแล้วกันคะ หน้านิ่มนี่ต้องคอยคนตลอดนะ ห้ามหยุด หยุดแล้วมันจะเป็นลิ่ม ๆ คะ แล้วก็จับเค้กเอียง ๆ ให้หน้านิ่มไหล แล้วก็กระแทก ๆ ให้หมดฟองอากาศ หรือใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มก็ได้ ทิ้งเวลาไว้ให้หน้านิ่มเซ็ทตัวนิดหน่อย เอานิ้วสัมผัสดูหน้ามันจะตึง ๆ คะ พอหน้านิ่มด้านล่างตึง ๆ แล้วเอาเค้กชั้นต่อมาวางลงไป แล้วก็ทำเหมือนเดิมเหมือนเมื่อกี้ คราวนี้ทิ้งเวลาไว้กว่าหน้านิ่มจะเซ็ทตัวทั้งหมด พอหน้านิ่มเซ็ทตัวแล้วก็แกะพลาสติกที่หุ้มไว้ออก หน้านิ่มที่เหลือจะข้นขึ้น เพราะมันเย็นแล้ว ก็เอาสปาตูลาร์หน้านิ่มด้านข้างเค้กเลยคะ แล้วเก็บรายละเอียดให้สวยงาม เท่านี้ก็เรียบร้อย |
|
|