| Fontong's profilekumiko IshimaruPhotosBlogLists | Help |
|
August 18 ความเหมือนในความต่างของ "เด็กชายหอยนางรม" และ " โต๊ะก็คือโต๊ะ"เมื่อ 2 วันก่อน ได้เห็นชื่อผู้ชายในดวงใจคนหนึ่ง...Tim Burton...ซึ่งมันทำให้ฉันนึกถึง หนังสือในดวงใจเล่มหนึ่งที่มันก็เป็นหนึ่งในผลงานของเขา นั่นก็คือ..."The Melancholy Death of Oyster Boy & Other Story" หรือ "เด็กชายหอยนางรม" ที่คุณปราย พันแสง ได้แปลเอาไว้เป็นภาษาไทย มันเป็นผลงานที่ ABSURD มาก ในความคิดของฉันนะ แต่ก็...คนมันชอบนี่นา...อิอิ ชักนอกเรื่องใหญ่แล้ว หัวข้าเรื่องคือ ความเหมือนในความต่างของหนังสือ 2 เล่มนี่นา...กลับมา กลับมา...
เรื่องราวของเด็กชายหอยนางรม เป็นหนังสือประกอบภาพ วรรณกรรมเยาวชน และบทกวี ที่มีความตลกร้ายในเชิง ABSURD อย่างมีศิลปะมาก ยกตัวเอย่างเรื่องที่น้ำฝนชอบมากเลยก็คือ เรื่อง Robot Boy หรือเด็กชายหุ่นยนต์...เรื่องราวมันมีอยู่ว่า...เอาคร่าวๆแล้วกันนะ...
...สามีและภรรยาคู่หนึ่งรักกันมาก ด้วยหน้าที่การงาน ตัวของสามีนั้นต้องเดินทางไปต่างที่ต่างถิ่นบ่อยๆ ทิ้งให้ภรรยาอยู่บ้านคนเดียว วันหนึ่ง ภรรยาท้องและก็คลอดลูก สามีดีใจ ตื่นเต้นมากๆ แต่อนิจจา เมื่อเขาได้พบกับเด็กทารกน้อยที่เกิดมา เขาก็พบว่า ลูกของเขานั้นเป็น...หุ่นยนต์กระป๋อง...ด้วยความสงสัย สามีจึงถามภรรยาขึ้นมา ภรรยาจึงสารภาพว่า ช่วงหนึ่งที่สามีไปต่างประเทศนานๆนั้น เธอเหงา เธอจึง...ไปมีสัมพันธ์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าแทน แล้วดังนั้นลูกที่ออกมาจึงเป็นหุ่นยนต์กระป๋อง...
ส่วนเรื่องราวของ "โต๊ะก็คือโต๊ะ" หรือ "Ein Tisch ist Ein Tisch" เป็นวรรณกรรมของเยอรมันที่ประทับจิตน้ำฝนเหมือนกันค่า...เรื่องราวของมันนั้นก็มีอยู่ว่า...
...ชายชราคนหนึ่งอยู่ในห้องใต้หลังคาแคบๆ ไม่มีใครรู้ว่า เขามีภรรยา มีลูก มีหลาน อยู่ที่ไหน เขาเป็นคนเงียบๆ เก็บตัวอยู่ลำพัง ย้อนหลังกลับไปเมื่อนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ (น้ำฝนจำไม่ค่อยได้ค่ะ) ชายชราผู้นี้ เขามีไอเดียพิสดารๆเกิด QUESTION กับตัวเองว่า ทำไมคนเราต้องเรียก 'โต๊ะ' ว่า 'โต๊ะ' เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอไง เขาจึงสร้างคำศัพท์ใหม่ขึ้นมา โดยจากสิ่งของต่างๆที่มีอยู่น้อยชิ้นในห้องของเขา เช่นจากคำว่า 'โต๊ะ' เขาเปลี่ยนเป็น 'ผ้าม่าน' คำว่า 'ประตู' เป็นคำว่า 'กระจก' เป็นต้น เขาเริ่มสนุกมากขึ้นเมื่อเวลาที่เขาไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะแล้วได้ยินคนอื่นๆพูดคุยโดยใช้ภาษาที่ใช้กันทั่วไป เพราะว่า ในคำศัพท์ STYLE ของเขานั้นมันพิสดารและฟังดูน่าตลก เขามีความสุขและสนุกกับการสร้างสรรค์คำศัพท์ใหม่ๆ ขึ้นในทุกๆวัน และเริ่มที่จะสร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ...อนิจจา ด้วยความแก่ชราของเขา ความทรงจำในภาษาทั่วไปที่คนอื่นๆใช้กันเริ่มลบเลือนจางไป เขาไม่สามารถจดจำคำดั้งเดิมของสิ่งต่างๆที่คนทั่วไปใช้กันได้ เขาจึงไม่สามารถสื่อสารกับใครๆได้อีกต่อไป เพราะคนอื่นๆก็ไม่มีใครเข้าใจในภาษาของเขา เขาเองก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจคนอื่นๆได้ เขาจึงเริ่มเป็นคนที่เงียบและเก็บตัวอยู่ลำพัง...
ความเหมือนของ 2 เรื่องนี้นะ น้ำฝนว่า สิ่งแรกเลยก็คือ ความ ABSURD ของวรรณกรรม ตัวละครทั้ง 2 เรื่อง เลือกที่จะทำตัวเองโดยไม่สนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมันทำให้ ตัวละครในเรื่องทั้ง 2 เรื่องนั้นมีชะตากรรมที่หลีกหนีไปไหนไม่ได้ พบกับจุดจบที่มีความกระอักกระอ่วนใจเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะ เป็น Black Comedy ชนิดหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งที่น้ำฝนว่า มันเหมือนกันก็คือ หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้เขาจัดให้เป็นวรรณกรรมเยาวชนทั้งคู่ และเท่าที่น้ำฝนทราบ มันไม่มีรางวัลการันตีใดๆ ทว่า มันเป็นหนังสือที่ดีมากๆในความรู้สึกของน้ำฝนนะ เพราะว่า น้อยนักกับเด็กไทยที่จะมีโอกาสอ่านหนังสือที่มีความลุ่มลึกในความรู้สึกและแฝงด้วยข้อคิดที่เป็นปรัชญาแบบนี้...คุณว่างั้นมั้ยคะ?
|
|
|