| Fontong's profilekumiko IshimaruPhotosBlogLists | Help |
|
August 06 Review: อาหารตามสั่ง ร้าน"เรา" บางรักวันนี้ประจวบเหมาะค่ะ นอกจากคุณชายไม่อยู่แล้ว ยังได้มีโอกาสไปทานอาหารร้านตามสั่งชื่อร้าน "เรา" ซึ่งขึ้นชื่อมากในเรื่องของความอร่อยย่านบางรักด้วยค่ะ เห็นแล้วก็อดไม่ได้ ต้องควักน้อง I-Mobile 904 คู่ใจในการ Review ขึ้นมาขอถ่ายรูป แชะ แชะ กับเค้าหน่อย
เปิดเมนูด้วยข้าวสวยร้อนๆ 1 โถ
เมนูเด็ดทุกๆวัน...ปลาทอดเกลือค่ะ อันนี้เป็นเนื้อปลาล้วนๆนะคะ ขอบอก
อุ๊ยๆลืมน้ำจิ้ม เอามาถ่ายคู่กันหน่อยเร้ว
เมนูต่อมาค่ะ ต้มยำทะเลน้ำข้น...แซ่บอย่าบอกใครเชียว
อ้ะ อีกรูป ดูซิจะดีขึ้นมั้ย
ในเมื่อไม่ดีขึ้นก็หันหนีมาถ่ายคะน้าหมูกรอบแทนแล้วกัน
เมนูสุดท้าย(ของร้านนี้ในวันนี้) แต่ไม่ท้ายสุด ได้แก่...ผัดหอยลายค่ะ
เอาแบบ zoom zoom มั่ง...น่ากินมั้ยยยยยยย
แขกรับเชิญวันนี้ค่ะ ไก่ทอด 5 ดาว
ไก่ทอด 5 ดาวเหมือนกันค่ะ แต่เป็นแบบที่ 2
มาพูดถึงคะแนนก่อนนะคะ ให้ 9/10 ค่ะ หักในส่วนของความช้าของอาหาร เพราะร้านนี้พิถีพิถันในการทำมากค่ะ ลูกค้าก็เยอะ เพราะฉะนั้นถ้าจะมาทานร้านนี้ต้องใจเย็นๆค่ะ อีกส่วนนึงที่หัก คือ ปริมาณและความคุ้มค่า เนื่องจากเศรษฐกิจยุคนี้จะทำอะไรเราก็ต้องประหยัดนะคะ คือ ร้านนี้ จะเหมาะมากกับการสั่งเป็นกับข้าวแล้วกินหลายๆคนค่ะ เพราะถ้าสั่งคนเดียว ทานคนเดียว ไม่คุ้มอย่างแรงเลย เพราะจะน้อยมากนะคะ แต่ก็อีกนะคะ ถ้าสั่งเป้นกับข้าวก็ใช่จะถูกกว่ากัน จริงๆก็ราคาสูงกว่ากันพอตัว แต่เพื่อรสชาดที่ยอดเยี่ยมในทุกๆจานอาหาร น้ำฝนยอมค่ะ
สนนราคาในวันนี้ (ไม่นับไก่ทอด 5 ดาว) 234 บาทค่ะ ทานกัน 4 คน มีน้ำ 3 ขวด เป็นน้ำอัดลม 2 ขวด และน้ำทิพย์ขวดเล็กอีก 1 ขวดค่ะ บวกลบคูณหารกันก็ตกคนละ 50 กว่าบาท เกือบๆ 60 ซึ่งก็ถือว่า เทียบได้กับ ข้าวตามสั่งทั่วๆไปถึง 2 จานเลยทีเดียว (เอ๊ะ! นี่เรากลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเรื่องกินขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ^^)
ปิดท้ายตามธรรมเนียมค่ะ ซากอารายธรรมประจำมื้อ...
เริ่มจากจานข้าวตัวเองก่อนนะ เกลี้ยงซะ
มาที่ปลาทอดเกลือค่ะ หมดเหมือนกัน
เอ จานนี้อะรายหว่า จำไม่ได้และ อิอิ ปิดแค่นี้แล้วกันค่ะ เดี๋ยวจะช้ำใจ ที่ไม่ได้ทานด้วยกันนะ Review: เกาเหลาต้มยำลูกชิ้นปลา ลาดพร้าว-วังหินวันนี้ได้โอกาสเหมาะค่ะ คุณแฟนตัวดีไม่อยู่บ้าน อิอิ ขออนุญาตแอบโพสรูปเกาหลัง เอ๊ย เกาเหลาต้อมยำลูกชิ้นปลา ย่านลาดพร้าววังหินกันนิดส์นึงนะคะ
เกาเหลาต้มยำลูกชิ้นปลา สูตร 2 (สูตรเด็ดของร้านนี้เขาล่ะค่ะ)
(คุณชาย) จะตักกินแล้วนะ กินด้วยกันมั้ยคะ
มาพูดถึงรสชาดกันมั่งนะคะ อย่างที่บอก สูตรนี้เป็นสูตรเด็ดประจำร้านของเขา ขอบอกตามตรงเลยค่ะว่า เมื่อก่อนรสชาดไม่ได้ความ...อย่างแรง! (ในความรู้สึกของน้ำฝนนะคะ) 1 ปีผ่านไป ไวเหมือนโก six (หก) จับพลัดจับผลูค่ะ...หาอะไรทานแถวนั้นไม่ได้ จริงๆ ก็เลยตัดสินใจ เอ๊า กินก็กิน ประทังไป 1 มื้อน่ะ แต่แล้ว...ก็พบว่า...
อร่อยค่ะ! ไม่เชื่อก็ต้องชิมเองเลยค่ะว่า รสชาดต่างจากเมื่อ 1 ปีก่อน ลิบลับเลย (ขอบอก) รสชาดน้ำต้มยำมันเข้มข้น รสดีจนไม่ต้องปรุงซ้ำ ที่สำคัญ เจ้าของให้ความใส่ใจค่ะ หมั่นเดินมาถาม คอย check rating เป็นไงมั่งพี่ วันนี้กินได้มั้ย รสชาดเหมือนเดิมหรือเปล่า (ก็อย่างที่บอกน่ะค่ะ...เมื่อปีก่อนตอนร้านเปิดใหม่ๆ กินหนเดียว เลิกเลยค่ะ ซึ่งข้อบกพร่องตรงนี้เราก็พูดกันไปตามเนื้อผ้านะคะ ต่อมาเจ้าของเลยหมั่นใส่ใจเรา กลัวเราจะไม่กินอีกมั๊ง hahaha+) คะแนนนะคะ ให้ 9/10 ค่ะ ขอหัก 1 คะแนน เพราะ ไม่เคยชิมเมนูอื่นๆนอกจาก วุ้นเส้นต้มยำกับเกาเหลาต้มยำสูตรที่ Review เนี้ยเลยค่ะ จากแหล่งข่าวนักชิม บอกว่า เสียดายว่า รสชาดน้ำซุปยังไม่ปึ๊ก ดังนั้นก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตร 1 กับก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ จึงไม่เป็นที่นิยมมากนักค่ะ ใครอยากมาลองชิม ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอนะคะ ร้านนี้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านอาหารตาเบบูยา แต่เยื้องๆกันนะคะ อยู่ถนนลาดพร้าว-วังหืน แต่จำซอยไม่ได้แล้วล่ะ ถ้ามาจากเส้นวัดลาดพร้าวร้านจะอยู่ซ้ายมือ จุดเด่นสำคัญตอนนี้เห็นจะเป็น รถไอติมวอลล์ จะตั้งอยู่หน้าร้านค่ะ เป็นห้องแถว 2 คูหา ฟากนึงขายก๋วยเตี๋ยว (หน้าร้านยังเขียนก๋วยเตี๋ยวปลาอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องงงหรือสับสนนะคะ) มีฟากนึงขายข้าวมันไก่ค่ะ สนนราคาก็ไม่แพงจนเกินไป ชามปกติ 30-35 บาท แต่บอกก่อนนะคะว่า ชามที่น้ำฝนสั่งเนี่ย 50 ค่ะ เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะวันนั้นหิวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ
น้ำฝนก็ขอจบรายการ review เกาเหลาต้มยำนี้ไว้ ณ ที่นี้นะคะ
August 03 Review: ก๋วยเตี๋ยวไหหลำ (Hai-Lam Noodle)เมนูสุดท้ายสำหรับวันนี้ค่ะ ก๋วยเตี๋ยวไหหลำ...แนะ มันแปลกยังไงหนอ ตามมาดูกันค่ะ
เดินทางมายัง ถ..จรัสเวียงค่ะ ขอบอกว่า อาหารอร่อยๆเยอะมาก ข้าวขาหมู ตรอกซุง, ข้าวหมูกรอบนายสูง ก็ย่านนี้เหมือนกันค่ะ
เดินกะต๊อก กะต๊อกมาเห็นรถเข็นริมถนน ฝั่งโรงเรียนอะไรสักอย่าง เลยข้าวขาหมูตรอกซุงมาหน่อยนึงค่ะ
ป้ายร้านแบบชัดๆๆๆๆๆๆๆ กันไป
ก๋วยเตี๋ยวไหหลำ 2 ที่ใส่ทุกอย่างค่ะ ของพี่ที่พามากินอีก 1 นะ
ขอถ่ายอีกรอบ กลัวไม่ชัดนะ
ZOOM ลูกชิ้นปลาเส้น กับเส้น (เหมือนอุด้งเลยแฮะ)
ลูกชิ้นปลากลมๆมั่งนิ
ภาพเต็มๆ น้ำแข็งเปล่าที่นี่เป็นน้ำชาจ้า
ความพิเศษของก๋วยเตี๋ยวไหหลำ นอกจากเส้นแล้วยังมี...ผักกาดดองค่ะ
อ้ะๆ ไม่แค่นั้นนะ มันยังมี.............กะปิเคยด้วย!
อ้ะเกิดอาการ งองู 2 ตัว ชนกัน "งง! สิจ้ะ"
อ้ะลองปรุงดู แล้วชิม ออกมาเป็นจั่งซี้ ^^
อ้ะแฮะๆๆ เผลอแผลบเดียว หมดแล้วค่า
ถามถึงรสชาด น้ำฝนขอบอกว่า ไม่น่าเชื่อค่ะ อร่อย! ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย ทั้งที่มันเป็นกะปิ แหม! เราก็ไม่รู้ถึงส่วนผสมลับของเขาหรอกนะคะว่า ทำไม แต่ขออนุญาตให้ 8.75/10 ค่ะ
รสชาดอร่อย มีความเผ็ดร้อน สมชื่อก๋วยเตี๋ยวไหหลำค่ะ
ข้อเสียที่น้ำฝนหักไป 1.25 คะแนนนะคะ
1. หักไป 1.0 คะแนนกับความร้อนค่ะ มันมีผ้าใบกางกันแดดในระดับนึงแต่มันก็ยังร้อนนะ ไม่ค่อยสะดวกสบายนักค่ะ เมื่อต้องทานตอนกลางวัน
2. หักไป 0.25 คะแนนกับวัน-เวลาที่เปิดทำการ (เกี่ยวมั้ยหนอ) เปิดแค่วันพฤหัส-อาทิตย์เท่านั้น แหม มันน่าจะเปิดทุกวันนะคะ อิอิ ล้อเล่นค่ะ
จริงๆแล้วคะแนนที่หักไปตรงนี้เพราะเผื่อไปถึงคนที่ใช้ตะเกียบไม่คล่องค่ะ เส้นมันเหมือนอุด้ง มันลื่นมากๆๆๆๆๆ ทานลำบากค่ะ
ว่างๆแวะไปทานกันแล้วกลับมาบอกด้วยนะคะ เห็นตรงกับน้ำฝนอ้ะป่าวววววววว
Review: คั่วไก่ Thai CCกลับมาตามสัญญาแล้วค่ะ เห็นจั่วหัวไว้ว่า "คั่วไก่ Thai CC" อย่าเพิ่งตกใจนะ
วันนี้น้ำฝนขอเสนอ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ค่ะ ร้านนี้ เป็นร้านที่ขายก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเห็ดหอมยาจีนเป็นหลัก แต่ก็มีอาหารตามสั่งนะ
ที่เรียกว่าก๋วยเตี๋ยว Thai CCเพราะว่าเมื่อก่อนนี้เค้าขายอยู่แถวๆตึก Thai CC ค่ะ ปัจจุบันก็ไม่ไกลจากเดิมมากนะคะ
อยู่ใกล้ๆกับทางด่วนข้างตึก Chartered Square น่ะค่ะ
เปิดประเดิมที่ป้ายเมนูของร้านก่อนนะ
จะสังเกตว่า มีเมนูอาหารตามสั่งเขียนต่อลงมา ^^
น้ำฝนสั่ง ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ (ธรรมดา) ค่ะ
ไม่ใช่อาหารทั่วไปนะที่ตามสั่งได้ (ถ้าอยากสั่งเมนูใดๆพิเศษ พิสดารยังไง ที่นี่ก็จัดให้เสมอ)
อืมมมมมมม! ปลาหมึกกรอบ
น้ำแข้งเปล่าที่นี่เป้นน้ำชาค่า (แก้วละ 2 บาทถ้วน)
อิ่มจัง ตังค์หมด 37 บาท (คั่วไก่ 35 บาท น้ำแข็งเปล่า 2 บาท)
ถามคะแนน ให้ไป 7.5/10 ค่ะ ขออนุญาตหักความล่าช้า ไป 1 คะแนน ไม่ว่าจะมีคนเยอะหรือไม่ก็ตาม มักจะมีความล่าช้าเกิดขึ้นเสมอเลยค่ะ อีก 0.5 คะแนน สำหรับความคุ้มค่าของราคาเมื่อเทียบกับปริมาณ ถือว่าราคาปานกลางเหมือนที่อื่นๆ แต่ที่มันแปลกคือ มันอิ่มไม่นานเหมือนร้านอื่นๆง่ะ ^-^! อีก 1 สุดท้ายหักเพราะในเมื่อตั้งใจทำให้ตามสั่งทุกอย่างแล้ว มีหลายๆทีที่ทำผิด (ขัดใจค่ะ ขัดใจ) ถ้าใครว่างก็ลองไปทานดูนะคะ เพื่อนๆที่ทำงานทานกันจนพรุนแล้วล่ะ ชอบที่เขาทำสะอาดและประณีตดีค่ะ
August 02 Review: ส้มตำ+ไก่ย่าง หน้าโรงเรียนฝึกอาชีพ ก.ท.ม. บางรักซาหวาดดีค่า กลับมาอีกครั้ง หลังจากหายไปนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อีกแล้ว นะคะ
กลับมาคราวนี้ ครึ้มอก ครึ้มใจ มีฤกษ์งามยามดีค่ะ กลับมารีวีวอาหารให้เพื่อนๆอีกรอบ
แต่! ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจไปนะคะ ฝนเตรียมพร้อมรีวีวอาหารมากมายเป็นการไถ่โทษที่หายไปนานด้วยนะคะ
เรามาเริ่มที่เมนูร้านแรกเลยแล้วกันนะ มันเป้นอาหารพื้นบ้าน เรียบง่าย stlye บ้าน(ไผ) นั่นก็คือ...
ส้มตำค่ะ!
จานนี้ สัมตำไทย (ธรรมดา)
แบบ zoom zoom มั่ง
มีส้มตำแล้วก็ต้องมี...ข้าวเหนียวนะ หัวข้อก็บอกอยู่ว่า ส้มตำ + ไก่ย่าง (นี่แค่ 2 ชิ้นเองนะ เต้มจานเลย)
รับไก่ทานสักชิ้น เด๋วจะฝืดคอ เอาน้ำจิ้มไปด้วยยยยยยยค่า
ร้านนี้ไก่ทอดเค้าเด็ดตรงไหนดูเอาค่ะ...
หนังกรอบๆ ไม่อมน้ำมัน อดใจไหวมั้ยล่ะ
ถ่ายให้ดูเนื้อๆมั่งค่ะ ทานด้วยกันมั้ยเอ่ย
เดี๋ยวจะไม่อิ่ม ทานน้ำตกหมูด้วยกันอีกจานนะคะ
ถ่ายเนื้อๆแบบ zoom zoom
คอแห้งล่ะสิ ซดน้ำต้มแซ่บด้วยกันนะคะ
สีอาจจะไม่น่าทานแต่รสชาดอร่อยนะคะ
จบรีวีวส้มตำไว้เท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบกันต่อที่หัวข้อถัดไปค่ะ
February 20 Review ก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ (บางรัก)สวัสดีค่า กลับมาพบกับน้ำฝนอีกครั้งนะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ ที่หายไปนาน แบบว่า เกิดอาการ ขี้เกียจรีวีวขึ้นมาเสียเฉยๆ เฮอๆ ^^"
แต่เอาเป็นว่า น้ำฝนกลับมาแล้วค่ะ ครั้งนี้ ขออนุญาตรีวีว ก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้แถวที่ทำงานนิดนึงนะคะ หน้าร้านแบบตรงๆเลยค่ะ
หน้าร้านแบบเฉียงๆมั่งนะ
ร้านนี้จะอยู่ในซอกเล็กๆ ตรงข้ามโรบินสัน บางรักพอดีเลยค่ะ ถ้ามารถไฟฟ้าก็ สถานี สะพานตากสิน นะคะ ส่วนสายรถเมลล์ เฮอๆ อย่าถามเลยค่ะ น้ำฝนไม่รู้จริงๆ...กิ๊ว ^^ สนนราคาของก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ก็ตกอยู่ประมาณ 30-35 บาทนะคะ ดูเผินๆร้านนี้จะดูไม่ค่อยถูกสุขลักษณะอนามัยสักเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้ว เขาก็ค่อนข้างสะอาดสะอ้านทีเดียวนะคะ อาจจะเป็นเพราะว่า สถานที่ตั้งของร้านมันเป็นตรอกแคบๆ ป้ายเมนูอาหารก็จะเก่าๆ โทรมๆ หมองๆ นิดนึงน่ะค่ะ มันเลยดูไม่ค่อยเจริญตาเท่าไหร่นัก ที่นี่มีของเด็ด 3 อย่างที่ทำให้ประทับใจจอร์จ...ดึงดูดให้มาทานได้ นั่นก็คือ... 1. เส้นค่ะ ที่นี่มีเส้นเซียงไฮ้ (คล้ายๆเส้นก๋วยจั๊บสีเขียวๆ) ให้กิน และ 2. หมูกรอบ...วันที่น้ำฝนไปทาน โชคดีมากค่ะ เห็นคุณลุงกำลังทำอยู่เชียว วิธีทำเนี่ยมันก็พื้นๆเหมือนหมูกรอบทั่วๆไปนะคะ แต่ไฉนมันถึงได้กรอบได้ กรอบดี กรอบน๊านนานเหมือนหมูกรอบที่ก๋วยจั๊บร้านแม่มะลิ (โชคชัย4) ไปได้ล่ะ... น้ำฝนก็ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะน้ำฝนไม่ใช่คนทำ อิอิ 555+ กลับมาที่ข้อสุดท้ายกันค่ะ ข้อที่ 3. นั่นก็คือ พริกค่ะ ใครที่ชอบทานเผ็ดนะ น้ำฝนรับรองเลยว่าไม่ผิดหวัง เพราะพริกร้านนี้ เป็นพริกทำเองค่ะ (อันนี้ไม่ได้ถามก็สามารถรับรู้ได้ เฮอๆ) เผ็ดได้ใจ ปากพองกันเลยทีเดียว มีข้อดีไปแล้ว มาดูข้อเสียกันมั่งนะคะ จากประสบการณ์ที่น้ำฝนไปทานมา 2-3 ครั้งแล้ว พบว่า ถ้าจะทานร้านนี้ต้องทำใจเย็นๆค่ะ เพราะรอนานมากกกกกกกกกกก จริงๆนะ แม้ว่าลูกค้าจะไม่เยอะมาก แต่ก็ต้องรอนาน ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกันค่ะ แบบว่า ไม่กล้าถามง่ะ ข้อด้อยอีกข้อที่สำคัญมากกกก สำหรับคนกินจุ นั่นก็คือ ร้านนี้ให้น้อยค่ะ ต้องสั่งพิเศษทุกที และก็อิ่มได้ไม่นานทุกที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันคือก๋วยเตี๋ยว ทานแล้วไม่อยู่ท้องหรือน้ำฝนกระเพาะครากก็ไม่ทราบได้ค่ะ เฮอะๆ ^^ อ้ะ เรามาเปลี่ยนบรรยากาศ มาดูหน้าตาของก๋วยเตี๋ยวกันดีมั้ยคะ ชามแรกของเพื่อนน้ำฝนค่ะ เส้นเล็กแห้งต้มยำ
ชามนี้ก็ของเพื่อนค่ะ ก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ต้มยำ พิเศษ
อ้า! คราวนี้มาถึงชามของน้ำฝนมั่งแล้วค่ะ ก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้ต้มยำ (ธรรมดา) ก่อนไปดูคะแนนน้ำฝนอยากให้ทายกันค่ะ ว่าก๋วยเตี๋ยวของเพื่อนน้ำฝนกับของน้ำฝนต่างกันยังไง เอ...จะแยกยังไงน้า ถึงจะรู้ว่า นี่คือพิเศษ นี่คือธรรมดา??? ลองทายกันดูนะคะ
...ติ๊กต๊อก...ติ๊กต๊อก... ...
...1...
...2...
...3...
อ้ะเฉลยนะคะ
...
...แถ่น แทน แท๊น... นั่นก็คือ ลายข้างชามค่ะ จะสังเกตได้ว่า ชามของเพื่อนน้ำฝนที่เป็นพิเศษนั้น ชามเขาจะมีลายดอก แต่ของน้ำฝนไม่มี อิอิ
กลับมาสรุปสุดท้ายแล้วค่ะ ให้คะแนนกันดีกว่า น้ำฝนให้ร้านนี้ 6/10 ค่ะ รสชาดจัดจ้านดี แต่รอนาน ให้น้อย เสียคะแนนเพราะจุดนี้ล่ะค่ะ ถ้าใครผ่านไปแถวนั้นแล้วอยากลองชิมดูก็เชิญนะคะ แล้วอย่าลืมมาบอกน้ำฝนด้วยล่ะว่า พวกคุณน่ะ ให้เขาเท่าไหร่... February 07 Review ร้านประจักษ์ (บางรัก)ก่อนอื่นขอบอกก่อนนะคะว่า ร้านประจักษ์เนี่ย เมนูสุดยอดดดดดดดดดดด ของเขา คือเป็ดค่ะ แต่! วันที่น้ำฝนไปทานล่าสุดเนี่ย เป็ดหมดค่ะ! เศร้าจริง T-T
วันนี้ขอเสนอ เมนูที่ชื่อว่า ข้าวหน้า 2 อย่างค่ะ
ดูรูปก่อนแล้วกันนะคะ...
ข้าวหน้า 2 อย่าง วันนี้ประกอบด้วย ข้าวหน้าหมูแดง+หมูกรอบค่ะ
สนนราคาอยู่ที่ 50 บาท
น้ำซุปร้านนี้ Free of Charge นะคะ
อ้ะเฮอะ...เฟอะอีกแล้วเรา...ลืมรูปเมนูร้านเสียได้ อ้ะ นี่ค่ะ
ภาพนี้ถ่ายที่ชั้น 2 นะคะ จะสังเกตว่า เมนูที่นี่เยอะมากกกกกก
กลับสู่โหมดการบรรยายอีกครั้งนะคะ
เมนูร้านนี้ เด็ดเกือบทุกอย่าง...ที่น้ำฝนพูดแบบนี้ ก็เพราะยังลองไม่ครบทุกอย่างของเขา เลยไม่กล้าฟันธงค่ะ อิอิ
สนนราคา ร้านนีค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปริมาณที่เราจะได้รับค่ะ
มีดอกจัน 2 อันหน้าและหลัง... ** หมายเหตุ** บะหมี่-เกี๊ยวร้านนี้เขาเรียก เกี๊ยว-หมี่นะคะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจค่ะ มันเหมือนกัน ^_^
เกี๊ยวร้านนี้มี 2 แบบค่ะ คือเกี๊ยวหมูและเกี๊ยวกุ้ง ราคาต่างกันนิดหน่อย แต่อร่อยทีเดียวนะ
ให้คะแนนนะคะ 9/10 ค่ะ เพราะว่า เด่นในเรื่องรสชาด, ความหลากหลายของเมนูและความสะอาด แต่เสียตรงราคาค่ะ จะทานทั้งทีต้องมีเบิ้ล ไม่งั้นจะไม่อิ่มกันได้ค่ะ
แล้วก็ถ้าเราจะซื้อกลับบ้าน ขอกล่องโฟมเขา เสียเพิ่ม 5 บาทนะคะ...ขอบอก
ไว้คราวหน้าน้ำฝนได้ทานเป็ดที่นี่ แล้วจะมารีวีวเพิ่มให้แล้วกันนะคะ วันนี้พอเท่านี้ก่อนนะคะ
Review เป็ดย่างนายสูงอะเฮอะๆ วันนี้กินเป็ดย่างนายสูงมา ต้องรีวีวด่วนค่า เพราะว่า เป็นร้านเก่าแก่ และลือชื่อว่ารสชาติดีทีเดียวค่ะ
ป้ายด้านในของร้านค่ะ...เจริญเวียงโภชนา หรือเป็ดย่างนายสูง
มาเริ่มเมนูแรกก่อนนะก๊ะ...เป็ดย่าง ครึ่งตัว 160 บาท
จานที่เห็นจริงๆน่ะมันคือจานเปลเลยนะคะ
เมื่อมีเป็ดย่าง เราก็ขาดหมูแดงกับหมูกรอบไม่ได้ กิ๊วๆ
หมูแดงกับหมูกรอบมาแล้น อยู่จานเดียวกันเสียด้วย อิอิ ^_^
ยั่วน้ำลายกันไม่พอหรอกค่ะ ตามด้วยภาพแบบ zoom zoom กันมั่ง เป็ดย่างงงงงงงงงง ราดด้วยน้ำชุ่มๆ (แอบกลืนน้ำลายกันอยู่ล่ะสิ)
เอ...แล้ว ภาพหมูแบบ zoom zoom หายไปไหนล่ะ อะโฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ ERROR ซะงั้น ชิชิ ไม่เป็นไร เรากลับมาโชว์ภาพกันต่อดีกว่าค่ะ
ผัดผักคะน้าน้ำมันหอย (เมนูเบสิคที่รสชาติเนียนมากกกก)
ก็บอกแล้วว่าตั้งใจมากินเป็ด จุด 3 จุด เพราะฉะนั้น...จานเดียว ไม่พอหรอก! มาค่ะมา...ต่อจาน 2 กันดีกว่า แหม พอเป็นจาน 2 ล่ะก็น่ากินกว่าเดิมอีกอ้ะ
Where is a where where แล้ว เราก็มาดูถ้วย (ที่เคยมี) ข้าวกันมั่ง ปิดท้ายด้วยซากให้อิจฉาเล่น อิอิ อิ่มแล้วค่า...ขอจบการแสดงภาพไว้ ณ ที่นี้ค่ะ
กลับมาสู้ภาคบรรยายสรรพคุณกันค่ะ เมนูที่ขึ้นชื่อของที่นี่ มีเยอะเหมือนกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็น เป็ดย่าง, หมูแดง, หมูกรอบ, ขาเป็ดยัดไส้ (คราวนี้ไม่ได้สั่ง) แต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า เป็ดของร้านประจักษ์จะอร่อยกว่านิดนึง ร้านนี้มีดีตรงที่ให้เยอะค่ะ แล้วก็รสชาดดีในระดับหนึ่ง ถ้าพูดความคุ้มค่ากับราคาที่เสียไป ถือว่า ยอดเยี่ยมมาก ให้คะแนนกันไป 8/10 เลยทีเดียว เสียดายหน่อยนะคะ ร้านนี้คิดค่าน้ำซุป ถ้วยละ 3 บาทแหน่ะ น้ำแข็งใส่น้ำชาแก้วละ 2 บาท แต่นั่นก็ไม่ค่อยจะเป้นประเด็นเท่าไหร่ค่ะถ้าจะกิน เจ้าของร้านดุมั้ย? น้ำฝนมองว่านิดหน่อยนะ แบบว่า เขาจะทำให้เรารู้สึกเกรงใจ เพราะมาดที่น่าเกรงขามของเจ๊ด้วยมั๊ง ทำให้เราไม่กล้าพูดเล่นด้วยมากนักค่ะ วันนี้ ตรุษจีน เจ๊อวยพรพวกเราให้มีความสุข ร่ำๆรวยๆ และเอ่ยคำขอบคุณก่อนเราออกจากร้าน เฮอๆ คำพูดเจ๊ทำเอาน้ำฝนไปต่อไม่เป็นเลยอ้ะค่ะ HAHAHA ก็เอาเป็นว่า ถ้าใครผ่านไปแถวสาธร ย่านตรอกซุง แล้วอยากทานเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ แบบเยอะๆ ขอให้นึกถึงที่นี่ปแล้วกันนะคะ สุขสันต์วันตรุษจีนทุกคนค่ะ
February 04 Review โดนัทของ Daddy Doughโดนัทสายพันธุ์ไทย สาขาใหญ่ตั้งอยู่ที่ถนนสีลม...ถ้าอยู่แถวนั้น แล้วน้ำฝนเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมา หลายคนต้องต้องร้อง อ๋อ เลยที่เดียวค่ะ ชื่อนั้นก็คือ...Daddy Dough !
แหม ว่าแล้วก็ เอารูปโชว์เสียหน่อยนะ วันนั้นน้ำฝนซื้อมา 6 ชิ้นค่ะ ในราคา Promotion 6 ชิ้น 109 บาท จากราคาปกติ ชิ้นละ 19 บาทค่ะ หน้ากล่องของเขา มี Slogan ว่า The Secret Recipe Since 19...อะไรสักอย่าง หน้ากล่องเขาเป็นแบบนี้
เปิดกล่องกันมั้ย น้ำฝนซื้ออะไรมามั่ง??? มา...ตามมาดูกันค่ะ ข้างในกล่อง ประกอบด้วยโดนัท 6 ชิ้นแบบนี้ มาซูมดูกันทีละชิ้นเอามั้ย?? 555+
เริ่มต้นด้วย Double Chocolate โดนัทช็อคโกแล็ตราดด้วยครีมช็อคโกแล็ต
อันนี้ชื่ออะไรหว่า??? จำไม่ได้ อิอิ... มันเป็นคล้ายๆผงโกโก้โรยหน้าอ้ะ
แบบเพลนๆกันมั่ง โดนัทรสธรรมดา เคลือบด้วยน้ำตาลไอซิ่ง รสหวานอ่อนๆ
ปิดท้ายด้วยพีนัท...จะคล้ายๆกับดัลเบิ้ลช็อค แต่โรยอัลมอนด์ หวานอย่าบอกใคร ลองประเดิมชิมด้วย Double Chocolate กัน...กัดเข้าไปคำแรก...อ้ำ! หืมมมมมมม พบว่า เนื้อโดนัทมันนุ่มกว่าที่เห็นมากๆเลย ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังฟูๆ ไม่แตกร่วนเหมือน ร้านโดนัท Franchise ที่ขึ้นต้นด้วยตัว D เหมือนกัน เฮอ เฮอ สำหรับรสชาด ส่วนตัวน้ำฝนว่า Double ช็อคโกแล็ตเขายังติดหวานไปนิดนึง แต่ Plain นี่สิ กลับหวานกำลังดี ถ้าได้ทานคู่กับกาแฟหรือชาร้อนๆนะ...โอ้โห สวรรค์ใดจะเทียบเทียม ^_^ มาถึงคะแนนกันมั่งนะ น้ำฝนให้ 7.5/10 ค่ะ ที่ให้แบบนี้ เพราะความนุ่มของโดนัทที่นี่ ถือว่า ดีถึงดีมาก เรื่องความหอมนี่ ก็ถือว่าค่อนข้างดี กลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วรถเลย แต่มันติดตรงที่ช็อคโกแล็ตมันหวานไปหน่อย ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบหวานล่ะก็ ต้องแย่แน่ๆเลยล่ะ December 30 Milky Cakeเฮอๆ เมื่อวานเปิดตัวกับเค้กช็อคโกแล็ตหน้านิ่มแล้ว วันนี้ขอเสนอ...
December 29 FOND Home-Made Bakeryอ๊ะๆ บอกก่อนนะ จะเปิดเบเกอรี่จริงจังแล้วจ้า Concept ของ FOND เป็น Home-made bakery ที่อยากให้คนทานมีความสุขเหมือนคนทำ แล้วอีกอย่าง สภาพเศรษฐกิจมันไม่ค่อยดี ไม่อยากให้เพื่อนๆต้องคิดหนัก เวลาจะสั่งแต่ละที ก็เอาเป็นว่า ใครสนใจก็โทรมาถามรายละเอียดแล้วกันที่ 08-7497-5192 หรือถ้าเขินก็เมลล์มานะ kumiko_i@hotmail.com จ้ามาเริ่มที่ เค้กแรกก่อนล่ะกันนะ เค้กช็อคโกแล็ตหน้านิ่ม ค่า
September 30 ย้อนรอย...วันเกิด...ปีที่ 25 จ้า...27 ก.ย. ที่ผ่านมา วันที่ฉันมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิต เริ่มต้นเบญจเพส (25) กับเขาแล้วนะ
ตื่นเช้ามากับวันที่ค่อนข้างสดใส ไม่มีความวุ่นวายมากมาย ให้หงุดหงิดใจ เพราะออกสาย อิอิ ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนบนรถไฟฟ้า...แหม แค่นี้ก็สุขใจ
ก่อนมาถึงที่ทำงาน สุดที่ร้าก แสนล่ำ (พุง) ก็เอ่ยคำว่า Happy Birthday นะจ๊ะ มาให้...ไม่อยากบอกเลยว่า แฟนเราน่ะ ตื่นสายมากกกกกกกกกกกกกกก Surprise จริงๆ
พอมาถึงที่ทำงาน พี่สาวที่แสนดีที่ audio ก็แบบว่า ทำเนียนนะคะ ชวนเราลงไปหาอะไรกินกัน และแล้ว ก็พบกับความ surprise ชิ้นแรก...
พี่ต่ายซื้อดอกกุหลายสีชมพูหวานแหววให้ 1 ช่อ...ขอบคุณนะคะ พี่ต่ายคนงาม
ขึ้นมาถึง office เพื่อนสาวที่แสนดีทั้งหน้าตาและนิสัยจาก LR และ Account กิ๊บซิ่งและเมเบิ้ลก็เดินมาหาที่ห้อง พร้อมกับอวยพรวันเกิดให้กับเรา แฮะๆ ก็ของขวัญน่ะ ส่งให้มาตั้งนานแล้วค่ะ ชอบมากๆ ขอบใจนะจ๊ะ เพื่อน love เพื่อความซิ่งของพวกเรา 555+
และแล้ว พี่นนท์ก็เข้ามา กล่าวคำว่า happy birthday นะครับฝน สั้นๆ ง่ายๆ กระชับรวบรัดมากพี่ แต่...ใจว่ะ (ต้องทำท่าใจด้วนะ) อิอิ
สุดท้ายของแผนกแต่ยังไม่ท้ายสุด พี่วิทย์ก็นำของขวัญชิ้นโบแดงมาให้ ขอบอกว่า ปลาบปลื้มน้ำตาตกในจริงๆนะพี่...ไม่ได้โม้!
ไฟล์เสียงของทุกคนกล่าวคำว่า HAPPY BIRTHDAY นะฝน พร้อมคำอวยพรที่สุดแสนอลังการ กว่าล้าน 7 ฟังแล้วอมยิ้ม และเป็นปลื้มมากๆ
แม้ว่า พี่เวก (พี่มากขา) จะป่วย แต่ก็มาอวยพรกันสดๆเหมือนกันนะ ขอบคุณค่ะ
กลางวัน เราตั้งใจไว้นะ ว่าจะเลี้ยงทุกๆคน แต่ไหง ทุกคนกลับบอกว่า เราไม่ต้องจ่าย เพราะเป็นเจ้าของวันเกิด โธ่! ก็อยากให้เลี้ยง MK ไม่ใช่ร้านเรานี่นา อิอิ (ล้อเล่นนะ)
หลังมื้อกลางวัน ฮั่นแนะ พี่นนท์กับพี่ต่าย แอบ ชุแว้บ หลบไปซื้อเค้กสูตรของ Oriental มาให้ พร้อมเทียนจากกิ๊บซิ่ง...หนึ่งในสาวงามแห่งห้องบัญชีสุดเฮี๊ยบของเรา อิอิ
...อิ่มอร่อย เปรมกันถ้วนหน้า ขอบคุณอีกครั้งค่ะ...
ตกบ่าย นัด Virgin VRR ไว้ เขาเอาของขวัญวันเกิดมาให้ เป็นบัตร VIP ทำหน้าจาก พรเกษม และน้ำดื่ม อีก 2 แพ็คใหญ่ๆ ขอบคุณค่ะ Virgin 24 สำหับสิทธิสุดฮิปขนาดนี้
เช็คเมลล์ในเวบคู่คิด ว้าว มีคนอวยพรวันเกิดให้เราผ่าน E-mail ด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะ
ท้ายที่สุดนะ...ขอบคุณทุกๆคน แม้น้ำฝนจะไม่ได้เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามนะคะ วันเกิดปีนี้ เป็นความทรงจำที่ดี และเป็นการเริ่มต้นวัยเบญเพสของน้ำฝนที่...ซิ่งมากค่ะ August 18 ความเหมือนในความต่างของ "เด็กชายหอยนางรม" และ " โต๊ะก็คือโต๊ะ"เมื่อ 2 วันก่อน ได้เห็นชื่อผู้ชายในดวงใจคนหนึ่ง...Tim Burton...ซึ่งมันทำให้ฉันนึกถึง หนังสือในดวงใจเล่มหนึ่งที่มันก็เป็นหนึ่งในผลงานของเขา นั่นก็คือ..."The Melancholy Death of Oyster Boy & Other Story" หรือ "เด็กชายหอยนางรม" ที่คุณปราย พันแสง ได้แปลเอาไว้เป็นภาษาไทย มันเป็นผลงานที่ ABSURD มาก ในความคิดของฉันนะ แต่ก็...คนมันชอบนี่นา...อิอิ ชักนอกเรื่องใหญ่แล้ว หัวข้าเรื่องคือ ความเหมือนในความต่างของหนังสือ 2 เล่มนี่นา...กลับมา กลับมา...
เรื่องราวของเด็กชายหอยนางรม เป็นหนังสือประกอบภาพ วรรณกรรมเยาวชน และบทกวี ที่มีความตลกร้ายในเชิง ABSURD อย่างมีศิลปะมาก ยกตัวเอย่างเรื่องที่น้ำฝนชอบมากเลยก็คือ เรื่อง Robot Boy หรือเด็กชายหุ่นยนต์...เรื่องราวมันมีอยู่ว่า...เอาคร่าวๆแล้วกันนะ...
...สามีและภรรยาคู่หนึ่งรักกันมาก ด้วยหน้าที่การงาน ตัวของสามีนั้นต้องเดินทางไปต่างที่ต่างถิ่นบ่อยๆ ทิ้งให้ภรรยาอยู่บ้านคนเดียว วันหนึ่ง ภรรยาท้องและก็คลอดลูก สามีดีใจ ตื่นเต้นมากๆ แต่อนิจจา เมื่อเขาได้พบกับเด็กทารกน้อยที่เกิดมา เขาก็พบว่า ลูกของเขานั้นเป็น...หุ่นยนต์กระป๋อง...ด้วยความสงสัย สามีจึงถามภรรยาขึ้นมา ภรรยาจึงสารภาพว่า ช่วงหนึ่งที่สามีไปต่างประเทศนานๆนั้น เธอเหงา เธอจึง...ไปมีสัมพันธ์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าแทน แล้วดังนั้นลูกที่ออกมาจึงเป็นหุ่นยนต์กระป๋อง...
ส่วนเรื่องราวของ "โต๊ะก็คือโต๊ะ" หรือ "Ein Tisch ist Ein Tisch" เป็นวรรณกรรมของเยอรมันที่ประทับจิตน้ำฝนเหมือนกันค่า...เรื่องราวของมันนั้นก็มีอยู่ว่า...
...ชายชราคนหนึ่งอยู่ในห้องใต้หลังคาแคบๆ ไม่มีใครรู้ว่า เขามีภรรยา มีลูก มีหลาน อยู่ที่ไหน เขาเป็นคนเงียบๆ เก็บตัวอยู่ลำพัง ย้อนหลังกลับไปเมื่อนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ (น้ำฝนจำไม่ค่อยได้ค่ะ) ชายชราผู้นี้ เขามีไอเดียพิสดารๆเกิด QUESTION กับตัวเองว่า ทำไมคนเราต้องเรียก 'โต๊ะ' ว่า 'โต๊ะ' เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอไง เขาจึงสร้างคำศัพท์ใหม่ขึ้นมา โดยจากสิ่งของต่างๆที่มีอยู่น้อยชิ้นในห้องของเขา เช่นจากคำว่า 'โต๊ะ' เขาเปลี่ยนเป็น 'ผ้าม่าน' คำว่า 'ประตู' เป็นคำว่า 'กระจก' เป็นต้น เขาเริ่มสนุกมากขึ้นเมื่อเวลาที่เขาไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะแล้วได้ยินคนอื่นๆพูดคุยโดยใช้ภาษาที่ใช้กันทั่วไป เพราะว่า ในคำศัพท์ STYLE ของเขานั้นมันพิสดารและฟังดูน่าตลก เขามีความสุขและสนุกกับการสร้างสรรค์คำศัพท์ใหม่ๆ ขึ้นในทุกๆวัน และเริ่มที่จะสร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ...อนิจจา ด้วยความแก่ชราของเขา ความทรงจำในภาษาทั่วไปที่คนอื่นๆใช้กันเริ่มลบเลือนจางไป เขาไม่สามารถจดจำคำดั้งเดิมของสิ่งต่างๆที่คนทั่วไปใช้กันได้ เขาจึงไม่สามารถสื่อสารกับใครๆได้อีกต่อไป เพราะคนอื่นๆก็ไม่มีใครเข้าใจในภาษาของเขา เขาเองก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจคนอื่นๆได้ เขาจึงเริ่มเป็นคนที่เงียบและเก็บตัวอยู่ลำพัง...
ความเหมือนของ 2 เรื่องนี้นะ น้ำฝนว่า สิ่งแรกเลยก็คือ ความ ABSURD ของวรรณกรรม ตัวละครทั้ง 2 เรื่อง เลือกที่จะทำตัวเองโดยไม่สนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมันทำให้ ตัวละครในเรื่องทั้ง 2 เรื่องนั้นมีชะตากรรมที่หลีกหนีไปไหนไม่ได้ พบกับจุดจบที่มีความกระอักกระอ่วนใจเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะ เป็น Black Comedy ชนิดหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งที่น้ำฝนว่า มันเหมือนกันก็คือ หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้เขาจัดให้เป็นวรรณกรรมเยาวชนทั้งคู่ และเท่าที่น้ำฝนทราบ มันไม่มีรางวัลการันตีใดๆ ทว่า มันเป็นหนังสือที่ดีมากๆในความรู้สึกของน้ำฝนนะ เพราะว่า น้อยนักกับเด็กไทยที่จะมีโอกาสอ่านหนังสือที่มีความลุ่มลึกในความรู้สึกและแฝงด้วยข้อคิดที่เป็นปรัชญาแบบนี้...คุณว่างั้นมั้ยคะ?
July 28 Fast 5 Diet ผอมได้โดยไม่ต้องพึ่งยามาเล่าเรื่องของ Fast 5 Diet ให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันกับเรานะ
น้ำฝนเริ่มทำ Fast 5 Diet มา 2 อาทิตย์แล้วค่ะ หลักการของมันก็คือ "กินเท่าไหร่ก็ได้ กี่มื้อก็ได้ ภายใน 5 ชั่วโมง เพื่อให้กระเพาะอาหารเราพัก 19 ชั่วโมง...ก็ 1 วัน = 24 ชั่วโมง นั่นคือเราห้ามกินอะไรที่มีแคลอรี่เลย ตลอดเวลาที่นอกเหนือ 5 ชั่วโมงนั้นหรือที่เขาเรียกว่า Eating Window "
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า มันไม่ใช่สักแต่จะกินๆ นะคะ ก่อนอื่นเราต้องมีการ adjustment หรือปรับสภาพร่างกายก่อน ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเครียดและ YoYo กันต่อมาจ้ะ การลดน้ำหนักแบบนี้ มันไม่ได้ผลในทันที แต่ว่า มันมีผลระยะยาว น้ำฝนว่า มันมีผลต่อวิถีการกินของเราด้วยนะ อย่างตัวน้ำฝนเอง เป็นคนชอบกินจุกจิก การกิน Fast 5 Diet ทำให้น้ำฝนกินแล้วจบได้ ไม่กินต่อยืดยาวจุกจิกไปมา ไม่จบไม่สิ้น จนทำให้น้ำหนักขึ้นเอาขึ้นเอา เวลาที่น้ำฝนเลือกไว้ก็คือ 17.00-22.00 น. ตามกลักสูตรดั้งเดิมของเขาเป๊ะ แต่บอกไว้นิดนึงว่า น้ำฝนแอบ adapt นิดนึงอ้ะนะ เพราะว่า ใจไม่ถึงพอ กลัวตบะแตกแล้วสุดท้ายต้องมานั่งนับ 1 ใหม่ ก็คือว่า...ตามสูตรจริงเขาให้ปรับทีละ 1/2-1 ชั่วโมง โดยการขยับมื้ออาหารของเราออกไปเรื่อยๆ เช่น ปกติ น้ำฝนกินข้าวเช้า 9 โมง ก็ขยับไปเรื่อยๆ Period แรก เขาให้จบที่เที่ยงหรือบ่ายโมง ซึ่งมันก็คือ เวลาอาหารกลางวันของเรานั่นเอง ต่อมาเราก็ขยับมื้อแรกที่มันชนกับมื่อเที่ยงออกไป ที่ละ 1/2-1 ชั่วโมงเหมือนเดิม ไปจนถึงช่วงเวลา Eating Window ของเรา...ซึ่งก็คือ 5 โมงเย็น และพอถึงจุดนั้น เราก็ไม่มีอาหารมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็นอีกต่อไป แต่มีเพียง มื้อแรกและช่วงเวลาเดียวของวันที่จะใช้กินอาหาร...แต่อย่างที่บอก น้ำฝนใจไม่ถึงพอ แบบว่า ขอพักที่ บ่ายโมง(มื้อกลางวัน )กับมื้อเย็น ไว้ก่อน ยังไม่ขอขยับไป บ่าย 2-3-4-5 เพราะแค่เที่ยงก็เริ่มมารมาผจญเสียแล้ว กลิ่นอาหารที่โชยมาเวลาเพื่อนร่วมงานอุ่นอาหารของเขา มันช่างยั่วยวนจิตเราเสียนี่กระไร แต่ไม่ได้ๆ เราต้องข่มจิตใจเอาไว้ ท่องไว้เพื่อความผอมเพรียว...
แต่เห็นอย่างนี้ มันได้ผลนะ adjustment ของน้ำฝน คือ ปรับมาเป็น บ่ายโมงใช่ม้า แต่เราก็ไม่ได้กินเพิ่มจากเดิม ทั้งๆที่เรารวบมื้อเช้ามาเป็นเวลาเดียวกับเที่ยงแล้วก็ตาม แล้วน้ำหนักก็ลดลงด้วยนะ ประมาณ 1-2 กิโลได้ล่ะ จากก่อนไปทำงานที่ EQHO น้ำหนักพุ่งขึ้นน่าจะประมาณ 57-58 ได้แล้วล่ะ แต่ตอนนี้ ลดมาเหลือ 56 แล้วนะ เดี๋ยวคงจะลดลงไปได้อีก (หวังว่านะ อิอิ) อืม ส่วนตัวน้ำฝนตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 49-50 กิโล นี่คือน้ำหนักเรานะ ไม่ใช่ ลดลง อิอิ จะว่าไปก็เป็นภารกิจที่หนักหนาเหมือนกันนะ แต่ที่น้ำฝนเลือกที่จะลองวิธีนี้ ก็เพราะเคยมีคนลดลงได้ถึง 8 กิโลต่อเดือน ทั้งๆที่น้ำฝนเอง เคยลดอย่างมากแล้วนะ สัปดาห์ละ 1 กิโล เดือนนึงก็ประมาณ 4 กิโลได้ ไม่อยากบอกเลยว่า กินยาลดความอ้วนถึงได้ลดเยอะขนาดนั้นนะ แต่อาทิตย์หน้านี้ก็จะต้องเป็นการ adjustment ลัปดาห์ต่อมาแล้วล่ะ พร้อมไม่พร้อมยังไงก็ต้องทำ เพราะเป็นกำหนดที่น้ำฝนตั้งเอาไว้แล้ว ผ่อนผันมาก็ 1 อาทิตย์แล้ว...แต่สัญญานะ ว่าจะไม่หักโหม เพราะช่วงนี้ร่างกายไม่สมบูรณ์เท่าไหร่อ้ะ ...แบบว่า วันนี้ก็ไปหาหมอมา...หมอผู้หญิงๆอ้ะค่ะ ไม่ใช่เพราะว่า กิน Fast 5 นะ แต่เพราะร่างกายมันมีปัญหามาระยะนึงแล้ว ไม่มีเวลาไปหาสักที...ก็ไม่เชิงว่าไม่มีเวลานะ เรื่องของเรื่องก็คือ กลัวด้วยล่ะ กลัวหมอดุ กลัวเป็นช็อกโกแล็ตซีส(เนื้อเยื่อโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรืออะไรประมาณเนี้ย) หรืออะไรที่มันร้ายแรง กลัวว่าอาจจะต้องผ่าตัด เสียงานเสียการ กลัวไปหมดเลยอ้ะ...แต่สุดท้ายก็ไปหาจนได้ แล้วก็พบว่า อาการของน้ำฝนคือ รังไข่ทำงานผิดปกติ หมอเลยฮอร์โมนมากิน...ก็ดีนะที่หมอใช้ชื่อว่า ฮอร์โมนตัวที่ 1 ฮอร์โมนตัวที่ 2 ไม่งั้นนะ น้ำฝนต้องคิดว่า ตัวเองเป็นกระเทยหรือไม่ก็ผู้หญิงวัยทองแน่เลยอ้ะ ต้องกินฮอร์โมนช่วยให้ร่างกายมันสมดุลอะไรแบบเนี้ย เฮอๆ
คิดแล้วก็เศร้า แต่ขำก็ขำ เอ๊ะ เอาไงดีหว่าเรา ชักเริ่มสับสน...สงสัยต้องไปจูนสมองใหม่แล้วล่ะ อิอิ
July 25 เล่าย้อนหลัง...THE เซ็งเป็ด DAYย้อนหลังไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ขอบอกวันแล้วกันนะ อ่านๆไปเดี๋ยวก็รู้เองล่ะว่ามันคือวันอะไร...มันก็คือ วันเซ็งเป็ดของเราอ้ะ...
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
วันนั้น เราไปทำงานเอง เพราะพี่ข้างบ้านที่ปกติเราจะนั่งรถไปหมอชิตกับเขาเกิดติดธุระ เราเลยต้องไปเอง...รถแน่นมั่กๆ ขอบอก (ดอกที่1)
เวลา 8.00 นาฬิกา เพลงชาติดังขึ้น...อย่าหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ เราเห็นคนใส่เสื้อเหลือง เดินกันขวักไขว่ ไม่สนใจสิ่งรอบข้างรวมถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องไปยังคนเหล่านั้น คงคิดเหมือนเราล่ะว่า ที่ใส่เสื้อเหลืองเนี่ย เพราะรักในหลวงจริงๆ หรือเพราะว่ามันเป็นแฟชั่นกันแน่ (ดอกที่2)
ณ ที่ทำงาน... โดนดุค่า จากปกติไม่เคยเลย...ให้ตาย...พับผ่าสิ...โดนดุด้วยเรื่อิงรองเท้าสลิปเปอร์...น้องฝนคะ คือ...มันผิดระเบียบค่ะ ใส่ไม่ได้นะคะ ในใจเราก็คิด แปลกนะ ที่อื่นๆเขามีแต่ใส่ไปเถอะ สลิปเปอร์น่ะ เพราะมันเป็นรองเท้าใส่ในบ้าน ใน office แต่เอาเถอะ เขาบอกมา เราก็ต้องทำตาม (ดอกที่3)
ก่อนกลับบ้าน ฝนตั้งเค้า ดำทะมึนมาเชียว ไม่ได้เอาร่มมาด้วย ทำไงดีล่ะเนี่ย...
ลงลิฟท์มาจากชั้น 20...ติ๊ง...Ground Floor ฝนตกค่า แอบเห็นอยู๋ไกลๆ ฮั่นแน่ ไฟข้ามถนนยังแดงอยู่ คอยในตึกก่อนแล้วกัน ว่าแล้ว เราก็...ไปซื้อขนมใต้ตึกที่ทำงาน
ยืนเลือกอยู่ไม่นานเท่าไหร่ เดินวนประมาณ 1-2 รอบได้ ก็หยิบขนมเมอแรงค์มาจ่ายตังค์ไป เดินออกมา อุ้ย ไฟยังแดงอยู่เลย เฮ้อ เดินไปถึงแยกก็พอดี เดี๋ยวมันก็เขียวน่า...
เมื่อไปถึง...มันไม่ยอมเขียวสักที...ผนก็เริ่มตกแรงขึ้นเรื่อยๆ จะหลบตรงไหนยังไงก็เปียก...(ดอกที่4) คือเราก็เข้าใจอ้ะนะ ว่าแยกนี้มันไฟแดงนานมากๆๆๆๆๆๆๆ แต่ก็อดสงสารคนป่วยที่นอนป่วยร่อแร่อยู่ในรถพยาบาลคันนั้นไม่ได้อ้ะ คือเขาก็ติดยาวนานมากเหมือนกับเรา(คนรอข้ามถนน)เพราะว่าอยู่ฝั่งเดียวกัน ถ้าเขาไปได้ เราก็เดินข้ามถนนได้ ที่รู้ว่าเขาร่อแร่ๆ ก็เพราะว่า เสียงหวอดังสั่น ปี๊ป่อ...ปี๊ป่อ...ปี๊ป่อ...อยู่อย่างนั้นนานมากอ้ะ หลังจากข้ามถนนที่รอกันนานโคตรเส้นนั้นได้แล้ว ก็ขึ้นรถไฟฟ้า ทว่า...โดนที่กั้นตรงที่เสียบบัตรมันกระแทกหลังจากที่เราทาบบัตร Smart Pass ลงไปแล้ว ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปแล้วด้วย เหมือนระบบมันรวนๆ มันเลยปิดกระแทกต้นขาด้านเรา เขียวช้ำจนเป็นสีม่วงเลย (ดอกที่5) ถึงสถานีหมอชิตลงจากรถไฟฟ้า เราก็ขึ้นรถเมล์ ก็ด้วยต้องการอยากกลับถึงบ้านเร็วๆอ้ะนะ เลยขึ้นสาย 8 ตีนผี เหยียบคันเร่งกันเกือบมิดไปมา...ปรากฏว่า นอกจากคันที่เราขึ้นนั้นจะขับเต่าคลานแต่กระชากลากถูผู้โดยสารแล้ว รถยังติดมากๆ อีกด้วย ก็ถ้าได้นั่งคงไม่บ่นหรอก...จริงมั้ย? แบบว่า ยืนบนรถคันนั้นใช่ม้ะ แล้วด้วยความที่ใส่ส้นสูง เมื่อยมากเจ้าค่ะ แถมผู้ชายที่นั่งอยู่ เกิดมาทำแกล้งหลับกันเห็นๆเลย (ดอกที่6) ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆก็ดันมองมาด้วยสายตาหื่นๆยังไงพิกลๆ (ดอกที่7) รถมันก็กระชากๆ ถูลู่ถูกังมาจนถึงแยกตรงเซ็นทรัลลาดพร้าวที่กำลังจะขึ้นสะพานมา Union Mall...เฮอๆๆ รถชนกันค่า...รถทัวร์ชนท้ายกระบะนิดเดียวเอง แต่ยอมความกันไม่ได้ รถคันอื่นๆติดคาอยู่ตรงนั้น ค่อนชั่วโมง เพราะขึ้นสะพานไม่ได้ (ดอกที่8) คนขับรถเมล์สาย 8 จึงต้องขับกระชากลากถูผู้โดยสารไปทางแยกรัชโยธินแทน ซึ่งรถมันก็ติดมากๆๆๆๆๆๆ ไม่แพ้เส้นลาดพร้าวเลยทีเดียว ติดกันอีกกว่าค่อนชั่วโมง ยังไม่ถึงไหน ไอ้เรารึก็ยืนกันต่อไป (ดอกที่9) ครึ่งชั่วโมงผ่านไป จากตรงแยกรัชโยธิน เรายังคลานไปไม่ถึงจันทร์เกษมเลย คิดดูแล้วกันว่าติดขนาดไหน จนสุดท้าย ทนไม่ได้ ต้องระเห็จตัวเองลงจากรถเมล์เพื่อเดินหาแท๊กซี่ขึ้น พอขึ้นแท๊กซี่ได้ปั๊บ...เหมือนสวรรค์ทรงโปรด...ในที่สุดฉันก็ได้นั่งกับเขาเสียที มีแอร์เย็นๆ แต่เอ๊ะ ทำไมเท้าเรามันรู้สึกเปียกๆหว่า (คือ ฝนชอบนั่งตะแคงเท้า เวลาใส่ส้นสูงอ้ะค่ะ) ในที่สุดก็รับเฉลยจากพี่คนขับว่า น้ำมันท่วมเข้ารถพี่เขา ฝั่งผู้โดยสารเสียด้วย (ดอกที่10) เอ๋า ช่างมันเหอะพี่...หนูไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว ในระหว่างนั้นเอง พี่คนขับเขาเปิดวิทยุใช่มั้ยคะ คือแบบว่า กำลังฟังบอลไทยอยู่เลย ตอนนั้นรู้สึก score จะตามหลังเสียด้วยสิ เฮ้อ (ดอกที่11) กลับมาถึงบ้านจากจันทร์เกษมรถติดมหาโหด ถึงบ้าน อย่างปลอดภัย โดยสวัสดิภาพ แต่ความเซ็งเป็ดจากการตากฝนก่อนกลับบ้านทำให้เราป่วย ลุกไม่ขึ้นในวันต่อมาเลยง่ะ (ดอกที่12)
เป็นไงคะ เรื่องราวเซ็งเป็ด day ของฝน ก็หวังอ้ะนะ ว่ามันจะเป็นเพียง 1 วันเท่านั้นใน 1 ปี 1 ชาติ พอแล้วค่ะ เซ็งเป็ด day July 22 ICE SKATING กับความหลังฝังใจเมื่อวานไปเล่น Ice skating ที่ Big C ลาดพร้าวมา ก็...แบบว่า ... อยากเล่นอ้ะนะ มันรู้สึกเบื่อๆ ก็เลยไปเล่น ICE คนเดียว อุ๊ยตาย...ช่างกล้าเนอะ! (หลายๆคนคงคิด...ช่างไม่เจียมสังขารเอาเสียเลย อิอิ) แต่ว่ามันก็สนุกไปอีกแบบดีนะ ได้ผ่อนคลาย ออกกำลังกายขาด้วย แต่ที่มันไม่ดีก็คือ มันรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ที่เราพยายามอยากจะลืม...จะว่ายังไงดีล่ะ คือ...น้ำฝนกับแฟนเก่า...เราเจอกันที่ลาน ICE ที่ Central World (World Trade เมื่อก่อน) ...ปัจจุบันมันปิดแล้วนะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปตามเล่นล่ะคะ สำหรับคนที่เคยเล่นที่นั่น...
เราเคยมีความสุขกับการไปเล่น ICE ด้วยกัน ทั้งที่ปกติน้ำฝนเองก็ชอบเล่น ICE เป็นทุนอยู่แล้ว (แต่ไม่เก่งนะ...ก็แค่พอเล่นได้อ้ะค่ะ) เราแยกทางกันด้วยเหตุผลที่ ฝนเป็นฝ่ายบอกลา กับความเชื่อและรู้สึกที่ว่า เราไม่ใช่ส่วนเติมเต็มของกันและกัน มันดูเหมือนจะใช่ แต่มันมีช่องว่างระหว่างเราอยู่ น้ำฝนตัดสินใจบอกลา ด้วยคิดว่า การที่เราจบความสัมพันธ์ลงตรงจุดนี้ มันจะเจ็บปวดน้อยกว่า แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า น้ำฝนรู้สึกผิดขนาดไหนกับสิ่งที่น้ำฝนทำ...มาจนปัจจุบันนี้ เราก็ยังไม่คุยกันฉันท์เพื่อนที่ดี น้ำฝนเสียดายที่ต้องสูญเสียมิตรภาพที่ดีไปนะ เพราะท้ายที่สุด เราสองคนมองหน้ากันไม่ติดเลย สิ่งที่น้ำฝนเขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่หวังที่จะกลับไปคบกับเขาแบบคนรักอีกนะ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ มันเป็นความอึดอัดที่เกิดขึ้นในใจอยู่ตลอดเวลา ทว่ามันไม่สามารถบอกใครได้ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร มันก็ดูเหมือนว่า ฝนต้องการที่จะให้ถ่านไฟเก่ามันคุขึ้นมาอีกครั้ง ก็เพราะแบบนี้ล่ะค่ะ ฝนถึงได้...ตัดสัมพันธ์อย่างค่อนข้างไร้เยื่อใย แต่ที่ทำไปทั้งหมด ก็เพื่อผลดีกับทั้ง 2 คน ไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเรายังคงฟูมฟายกับเรื่องวันวานเก่าๆ มันก็จะเป็นเหมือนเข็มที่คอยทิ่มแทงจิตใจของเราอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งเขาก็เจ็บปวด เราก็ทรมาน ความรักแม้จะไม่สมหวัง ยังไงเสียชีวิตคนเรามันก็ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า แม้จะเป็นก้าวเล็กๆและอาจต้องใช้เวลานาน แต่อย่างน้อยที่สุด...เราก็จะผ่านจุดนั้นมาได้เอง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตอนไปลงมันเท่านั้น ฝนยถือว่ามันคือความทรงจำที่ดีที่เราเคยมีกับคนคนหนึ่งที่เราเคยรู้สึกดีๆกับเขา แม้ทุกวันนี้เราจะเป็นได้แค่เพียง...คนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้นเอง
คิดยังไงกับเพลงของอ๊อฟที่บอกว่า มีเนื้อหาปลุกเร้าให้เยาวชนฆ่าตัวตายเพลงแทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจ" เนื้อเพลงนี้ เขาบอกว่า มีเนื้อหาปลุกปั่นทำให้เยาวชนไทย ฆ่าตัวตายมากขึ้น เพราะท่อนที่บอกว่า ...อยากตาย....
... แหมๆ คิดว่า เด็กไทยโง่ ไม่มีสมองกันขนาดนั้นเลยเหรอ อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ เราว่า มันไร้สาระมากเลย สู้เอาเวลาไปนั่งคิดว่า จะทำยังไง ให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองดีกว่ามั้ยอ้ะ ไดอารีนี้อาจจะเครียดๆนิดนึงนะ แต่น้ำฝนเองอยากรู้ความคิดเห็นของคนอื่นๆน่ะค่ะ อยากบอกว่า โดยส่วนตัว ไม่ได้ชอบ อ๊อฟ ปองศักดิ์นะ แต่วันนั้นฟังข่าวทางวิทยุแล้วรู้สึกขัดจิต ตะหงิดๆ เลยอยากมาแชร์กับเพื่อนๆน่ะค่ะ อยากรู้ว่าคิดเห็นกันยังไง เนื้อเพลงทั้งหมดนะคะ...
ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่ละคร ที่ฉันมองเห็นอยู่นี้ ที่แท้มันคือความจริง คือคนสองคน ที่บอกรักกัน และคนในนั้น หนึ่งคนคือคนที่ฉัน รักหมดหัวใจ สิ่งที่เธอแสดง ทุกทุกถ้อยคำ
เหมือนเธอนั้นพูดกับฉัน แต่ผู้ชายคนนั้น มันไม่ใช่ฉัน ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง
และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ ไม่มีเหลือสักอย่าง .... อยากตาย บทบาทของเธอ สิ่งที่เขาทำ
ทุกตอนมันเหมือนตอกย้ำ ให้ฉันต้องเสียน้ำตา ภาพที่คุ้นเคย ที่ที่คุ้นตา น้ำเสียงที่เธอ พูดจาท่าทีเหล่านั้น ฉันไม่เคยลืม สิ่งที่เธอแสดง ทุกทุกถ้อยคำ
เหมือนเธอนั้นพูดกับฉัน แต่ผู้ชายคนนั้น มันไม่ใช่ฉัน ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง
และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ ไม่มีเหลือสักอย่าง .... อยากตาย เสียใจ แค่ไหน ถ้าอยากรู้ บอกเธอได้คำเดียว .... อยากตาย.... July 07 ผักโขมอบชีส version ไมโครเวฟจ้าผักโขมกับเห็ดอบชีส VERSION มีแต่ MICROWAVE ง่ะสูตรนี้ได้จาก คุณ ShunFujiWara ที่พันทิปที่เก่าเจ้าประจำ ขอบคุณมากนะคะ
ผักโขม กับ เห็ด อบชีส แบบง่ายๆค่ะ
ส่วนผสมของเราใช้ผักขมหลายแบบคะ
เทคนิคคือ เลือกใช้แบบปลูกในน้ำ จะได้ไม่ต้องล้างดินอ่ะ...แบบว่าง่ายที่สุดไง อิอิ
ผักโขมที่ใช้
- ผักโขมเขียว
- ผักโขมแดง
- ผักโขมแก้ว
ล้างซะหน่อย ปนกันเลย...เพื่อความง่ายและสะดวก...อีกแล้ว
แล้วเอามาสะเด็ดน้ำไว้
เห็ดโคนตามสะดวกใจ อย่าลืมล้างด้วยล่ะกัน
ของสำคัญ...ขาดไม่ได้จริงๆนะ
ใช้ Cheddar กับใช้ Edamค่ะ อ้อ แล้วมีเนยเหลวนิดนึงค่ะ เครื่องปรุง
มีแค่ เกลือนิดเดียว (ชีสเค็ม) น้ำตาลนิดๆ แล้วก็ โอริกาโน่นิดนึงค่ะ ให้มีกลื่นอิตาเลี่ยน คราวนี้ถึงเวลาทำจริงๆกันสักที
ขั้นแรกเอาผักโขมกับเห็ด ใส่จานค่ะ ตักเนยใส่นิดนึงค่ะ
ใส่ไมโครเวฟ 120 วินาที ไฟกลางค่ะ
ระหว่างรอ 120 วินาที ก็เอาเนยทาถ้วยนิดนึงค่ะ
รอให้เย็นนิดนึง แล้วเราก็บีบน้ำออกค่ะ
ต้องแห้งนิดนึงนะคะ ไม่งั้นดี๋ยวตอนอบจะแฉะ
เทเครื่องปรุง
คลุกซะ
คลุกแล้ว เอาใส่ถ้วย กดๆนิดๆ ค่ะ
แล้วเอาชีสกลบหน้ากับข้างๆซะคะ
เอาเข้าไมโครเวฟ แบบไม่ต้องปิดฝานะค่ะ
สองนาทีก่อน แล้วดูว่าชอบแบบเกรียมที่ขอบป่าว ถ้าไม่ชอบ สองนาที ออกมาก็หม่ำได้ค่ะ ถ้าชอบกรอบมากก็อบเพิ่มอีก 2 นาทีนะคะ ช็อกบอลง่ายๆ ลองดูจิช็อกบอล ง่ายๆ ลองดูจิถ้าทำเค้กไม่เป็นหรือความสะดวกไม่อำนวยล่ะก็ลองวิธีนี้ดูนะคะ ได้สูตรจากคุณหมูเส้น ที่พันทิป ขอบคุณมากนะคะ ^_^
ซื้อเค้กชอคโกแลตสำเร็จมาเลย เอาเป็นว่าร้านไหนเค้าทำอร่อย ก้อไปซื้อมาสักปอนด์ละกัน เอาเพลนๆ เนี่ยแหละค่ะ
และก็ช็อกโกแลตแท่งๆ ทั้งขาว ทั้งดำ เอาไว้แต่งหน้าด้วย
ส่วนของตกแต่งอื่นๆ ก็หาๆ เอาในตู้เย็น จะเป็นพวกถั่วต่างๆ ผลไม้ เจลลี่ อะไรก็ได้ค่ะ แล้วแต่ไอเดียของแต่ละคนนะ
เริ่มแรก สับเค้กให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยรอไว้ก่อน
จากนั้น ก็เอาชอคโกแลตแท่งๆ ที่เราทานกันเนี่ยแหละ ไปละลาย
เสร็จแล้วก็เอาเค้กที่เราสับละเอียด ลงคลุกเคล้ากับชอคโกแลต ขั้นตอนนี้ เอาน้ำร้อนใส่ชามหล่อไว้ข้างใต้ด้วยนะคะ ชอคโกแลตจะได้ไม่แข็ง
จากนั้น ก็สวมถุงมือ แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ ขนาดตามใจคนปั้นได้เลยค่ะ
พอปั้นเสร็จ ก็เอาไปใส่ตู้เย็นได้เลย ระหว่างนั้น เราก็มาครีเอทนะคะ ว่าจะแต่งหน้ามันยังไงบ้าง
จะเอาเป็นหน้าชอคบอลแบบคลาสสิค อิอิ ที่เป็นน้ำตาลเม็ดๆ สีๆ หรือ จะเอาชอคโกแลตขาวมาโรย หรือจะใช้ผลไม้ ก็ตามใจคนทำอีกเช่นกันค่ะ เค้กมูสสตอเบอรี่ สูตรอาจารย์ยิ่งศักดิ์ค่าเค้กมูสสตอเบอร์รี่ตัวเค้กมีส่วนผสมตามนี้เลย...ไป ทำพร้อมกัน
- ไข่ไก่แช่เย็น 6 ฟอง - น้ำตาลทราย 250 กรัม - น้ำเย็น 50 กรัม - โอวาเล็ต 20 กรัม - แป้งสาลีทำเค้ก 200 กรัม - แป้งข้าวโพด 20 กรัม - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา - วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา - น้ำหอมกลิ่นนมเนย 1 ช้อนชา - ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา - เนยสดชนิดเค็มละลาย 100 กรัม - นมข้นจืด 50 กรัม ผสมน้ำมะนาว 1 ช้อนชา - สีผสมอาหารสีชมพู 1/4 ช้อนชา - น้ำหอมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ 1 ช้อนชาผสมลงในน้ำเย็น มาถึงวิธีกันกันเลย แต่สูตรนี้ไม่ใส่กลิ่นนมเนยนะ เราว่ากลิ่นสตรอเบอร์รี่อย่างเดียวก็พอแล้ว
- ร่อนแป้งสาลี แป้งข้าวโพด วานิลลา ผงฟูและเกลือป่นเข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาลทรายลงในแป้งใช้พายยางคนผสมให้เข้ากัน - ใส่ไข่ไก่ ส่วนผสมของแป้ง น้ำหอมกลิ่มสตรอเบอร์รี่ลงในอ่างผสม ใช้พายยางคนพอเข้ากัน เติมโอวาเล็ต ตีด้วยความเร็ว 1 นาที เพิ่มความเร็วสูงสุด 2 นาที เติมน้ำที่ผสมสี ตีต่ออีก 2 นาที ลดความเร็วต่ำ ตีต่ออีก 5 นาที ใส่เนยละลายและนมข้นจืดที่เตรียมไว้ ตีต่ออีก 30 วินาที ปิดเครื่อง ใช้พายยางคนให้เข้ากันอีกครั้ง
- เทส่วนผสมใส่พิมพ์ทรงกลมขนาด 10*3 นิ้ว สูตรนี้ได้ 2 พิมพ์นะคะ (พิมพ์ต้องทาเนยขาว ปูกระดาษ ทาเนยขาว) - อบที่ 175 องศา นานประมาณ 25-30 นาที หรือจนสุก เมื่อสุกแล้วคว่ำออกจากพิมพ์ พักไว้จนเย็น ส่วนเค้กที่ใช้ประกอบด้านข้างก็ใช้สูตรเดียวกับตัวเนื้อเค้ก
แต่ตอนผสมยังไม่ต้องเติมสีนะคะ หลังจากตีเสร็จแล้วให้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกผสมสีชมพู 1/4 ช้อนชา อีกส่วนไม่ต้องผสมคะ ตักส่วนผสมใส่ถุงบีบ บีบสลับสีขาวและสีชมพูลงในถาดขนาด 11*15*1 นิ้ว ได้ทั้งหมด 3 ถาด (ถาดทาเนยขาว ปูกระดาษ ทาเนย) อบที่อุณหภูมิ 210 องศา นาน 3-5 นาที ตามด้วยมูสสตรอเบอร์รี่ สิ่งที่ต้องเตรียม
- เจลาติน 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำร้อน 100 กรัม - แป้งข้าวโพด 40 กรัม - น้ำตาลทราย 100 กรัม - เนยสดชนิดเค็ม 60 กรัม - นมข้นจืด 140 กรัม - ไข่แดง 4 ฟอง - วานิลลาชนิดผง 1/2 ช้อนชา - น้ำหอมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ 1 ช้อนชา - สีผสมอาหารสีชมพู 1/4 ช้อนชา - น้ำมะนาว 2 ช้อนชา - เนื้อสตรอเบอร์รี่ยด (ในน้ำเชื่อม) 200 กรัม (ถ้าเป็นเนื้อสตรอเบอร์รี่สดต้องเติมนำตาลนะคะประมาณ 50 กรัม ไม่งั้นเดี๋ยวจะเปรี้ยวจนเกินไปคะ) - วิปปิ้งครีม (ตีฟูแล้ว) 500 กรัม ลงมือทำกันต่อเลยคะ
- ละลายเจลาตินกับน้ำร้อนเข้าด้วยกัน - ผสมแป้งข้าวโพด กับน้ำตาลในหม้อตุ๋น เติมเนยละลาย นมจืด ไข่แดง วานิลลา น้ำมะนาว เนื้อสตรอเบอร์รี่ สีผสมอาหาร และน้ำหอม นำขึ้นตั้งไว้ คนตลอดเวลาจนส่วนผสมร้อนจัด เติมเจลาตินที่ละลายน้ำเอาไว้ คนพอเข้ากัน ลงยก พักไว้จนเย็นสนิท - น้าวิปปิ้งครีมที่ตีฟูแล้วมาผสมกับมูสที่เย็นแล้ว ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันเอาไว้เป็นไส้ ถึงส่วนของ Topping กันบ้าง เตรียม
- ผงวุ้นสำหรับทำขนม 1 ช้อนชา - เจลาติน 2 ช้อนชา - เนื้อสตรอเบอรี่บด 100 กรัม - น้ำเปล่า 400 กรัม - น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ - สีผสมอาหารสีแดงสตรอเบอร์รี่ 1/4 ช้อนชา วิธีทำ - ผสมผงวุ้น กับน้ำเปล่า เจลาติน สตรอเบอร์รี่บด น้ำตาลทราย สีผสมอาหารเข้าด้วยกัน ต้มจนเดือด ยกลง พักไว้จนส่วนผสมเริ่มเป็นวุ้น จึงราดลงบนหน้าขนมที่เตรียมไว้ มาประกอบเค้กกันดีกว่าคะ แบ่งเนื้อเค้กออกเป็น 3 ส่วนคะ เริ่มจากวางเค้กขิ้นแรกเป็นฐาน ฉีดด้วยเหล้ารัม เพื่อให้เค้กฉ่ำ (ไม่มีไม่ต้องก็ได้ แต่ถ้าฉีดก็เพิ่มความอร่อยคะ ไม่ต้องกลัวว่าตอนทานจะมีกลิ่นนะคะ รับรองว่าไม่มีกลิ่น เหลือแต่ความฉ่ำและน่ากินของเค้กคะ) ตามด้วยมูสและเนื้อเค้ก ทำอย่างนี้ได้จนครบ เสร็จแล้ว เอาเค้กที่เตรียมไว้สำหรับด้านข้างมาประกอบ แต่ต้องตัดให้สูงกว่าตัวเค้กประมาณ 1/2 ซม.นะคะ เอาไว้สำหรับส่วน topping คะ |
|
|